ตลาดรถไทยฟื้นแต่ไม่ทั่วถึง รถอีวีโตแรง-ปิกอัพทรุด หนี้ครัวเรือน บีบสินเชื่อ

Share on Line Share on Facebook Share on X

ตลาดรถยนต์ไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่เมื่อเจาะลงไปในแต่ละเซกเมนต์กลับพบว่า การฟื้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับรถทุกประเภท และอาจยังไม่สามารถใช้เป็นเครื่องยืนยันว่า “กำลังซื้อของคนไทย” กลับมาแข็งแรงอย่างทั่วถึง

ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2569 ไทยมียอดขายรถยนต์ในประเทศ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ยอดสะสม 7 เดือนแรกอยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39%

ตัวเลขรวมดูสดใส แต่ภาพข้างในกำลังแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน

ตลาดรถไทยปี 2569 ลุ้น 675,000 คัน EV เป็นเครื่องยนต์หลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 มีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 675,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.7% จาก 621,166 คันในปีก่อน

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 475,000 คัน เพิ่มขึ้น 17% โดยเฉพาะ BEV ที่คาดว่ายอดขายอาจเพิ่มถึง 71% เป็นประมาณ 210,000 คัน จากการส่งมอบรถภายใต้มาตรการ EV3.0 ราคาน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์ 

แต่ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งมีรถปิกอัพเป็นสินค้าหลัก กลับเดินสวนทาง โดยกสิกรไทยคาดว่ายอดขายทั้งปีจะอยู่ประมาณ 200,000 คัน ลดลง 7% เนื่องจากกำลังซื้อของลูกค้าหลักอย่างเกษตรกรและภาคธุรกิจยังอ่อนแอ 

รถ EV โต แต่ “รถกระบะ” ยังไม่ฟื้น

ภาพความแตกต่างยิ่งชัดในเดือนกรกฎาคม เมื่อรถยนต์นั่งและ SUV มียอดขาย 42,807 คัน เพิ่มขึ้น 32.99% ขณะที่รถกระบะ 1 ตันมียอดขายเพียง 5,084 คัน ลดลง 16.22% จากปีก่อน และยอดสะสมรถกระบะ 1 ตันในช่วง 7 เดือนลดลง 17.38%

ส.อ.ท. ยังชี้ถึงความเปราะบางของโครงสร้างตลาด EV โดยยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 7 เดือนแรกอยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% แต่การผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศอยู่ที่ 46,924 คัน หรือ 37.42% ของยอดขาย ทำให้รถที่เหลือกว่า 62% เป็นรถนำเข้า 

ขณะที่รถกระบะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสูง การหดตัวของตลาดจึงไม่ได้กระทบเฉพาะค่ายรถหรือโชว์รูม แต่อาจส่งต่อไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ และการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วย

ตลาดรถไทยจึงกำลังเกิดภาพสองขั้ว ด้านหนึ่งคือรถยนต์นั่งและ EV ที่ได้แรงหนุนจากเทคโนโลยี ราคา และการแข่งขัน ขณะที่รถซึ่งเชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพกลับถูกกดดันจากกำลังซื้อและสินเชื่อ

สรุปข่าว

ตลาดรถยนต์ไทย 7 เดือนแรกปี 2569 ยอดขายโต 15.39% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดทั้งปีแตะ 675,000 คัน แต่การฟื้นตัวกระจุกในรถยนต์นั่งและ EV ขณะที่ปิกอัพยังหดตัว ท่ามกลางหนี้ครัวเรือน 16.41 ล้านล้านบาทและสินเชื่อรถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง

ตลาดรถยนต์ไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่เมื่อเจาะลงไปในแต่ละเซกเมนต์กลับพบว่า การฟื้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับรถทุกประเภท และอาจยังไม่สามารถใช้เป็นเครื่องยืนยันว่า “กำลังซื้อของคนไทย” กลับมาแข็งแรงอย่างทั่วถึง

ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2569 ไทยมียอดขายรถยนต์ในประเทศ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ยอดสะสม 7 เดือนแรกอยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39%

ตัวเลขรวมดูสดใส แต่ภาพข้างในกำลังแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน

ตลาดรถไทยปี 2569 ลุ้น 675,000 คัน EV เป็นเครื่องยนต์หลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 มีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 675,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.7% จาก 621,166 คันในปีก่อน

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 475,000 คัน เพิ่มขึ้น 17% โดยเฉพาะ BEV ที่คาดว่ายอดขายอาจเพิ่มถึง 71% เป็นประมาณ 210,000 คัน จากการส่งมอบรถภายใต้มาตรการ EV3.0 ราคาน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์ 

แต่ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งมีรถปิกอัพเป็นสินค้าหลัก กลับเดินสวนทาง โดยกสิกรไทยคาดว่ายอดขายทั้งปีจะอยู่ประมาณ 200,000 คัน ลดลง 7% เนื่องจากกำลังซื้อของลูกค้าหลักอย่างเกษตรกรและภาคธุรกิจยังอ่อนแอ 

รถ EV โต แต่ “รถกระบะ” ยังไม่ฟื้น

ภาพความแตกต่างยิ่งชัดในเดือนกรกฎาคม เมื่อรถยนต์นั่งและ SUV มียอดขาย 42,807 คัน เพิ่มขึ้น 32.99% ขณะที่รถกระบะ 1 ตันมียอดขายเพียง 5,084 คัน ลดลง 16.22% จากปีก่อน และยอดสะสมรถกระบะ 1 ตันในช่วง 7 เดือนลดลง 17.38%

ส.อ.ท. ยังชี้ถึงความเปราะบางของโครงสร้างตลาด EV โดยยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 7 เดือนแรกอยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% แต่การผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศอยู่ที่ 46,924 คัน หรือ 37.42% ของยอดขาย ทำให้รถที่เหลือกว่า 62% เป็นรถนำเข้า 

ขณะที่รถกระบะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสูง การหดตัวของตลาดจึงไม่ได้กระทบเฉพาะค่ายรถหรือโชว์รูม แต่อาจส่งต่อไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ และการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วย

ตลาดรถไทยจึงกำลังเกิดภาพสองขั้ว ด้านหนึ่งคือรถยนต์นั่งและ EV ที่ได้แรงหนุนจากเทคโนโลยี ราคา และการแข่งขัน ขณะที่รถซึ่งเชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพกลับถูกกดดันจากกำลังซื้อและสินเชื่อ

หนี้ครัวเรือน 16.41 ล้านล้าน กำลังซื้อยังมีข้อจำกัด

หนึ่งในคำอธิบายสำคัญของปรากฏการณ์นี้อยู่ที่ หนี้ครัวเรือน

ข้อมูลรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 16.41 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงจาก 86.7% ในไตรมาสก่อน เหลือ 85.9% ต่ำสุดในรอบประมาณ 6 ปี แต่เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจาก GDP ที่ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ ไม่ได้หมายความว่าภาระหนี้ของครัวเรือนหมดไปแล้ว 

ครัวเรือนที่ต้องผ่อนบ้าน รถ และสินเชื่อส่วนบุคคลพร้อมกันต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ ทำให้เงินที่เหลือสำหรับซื้อสินค้าคงทน ลงทุน หรือประกอบอาชีพลดลง

สำหรับธุรกิจ นี่หมายความว่าการกระตุ้นยอดขายด้วย “โปรโมชั่น” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะลูกค้าอาจอยากซื้อ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องเงินดาวน์ ค่างวด และความสามารถในการขอสินเชื่อ

หนี้เสียลด แต่ “หนี้เฝ้าระวัง” กลับเพิ่ม

อีกตัวเลขที่ต้องจับตาคือคุณภาพของหนี้

ข้อมูลเครดิตบูโรที่ สศช. นำเสนอ ระบุว่า หนี้เสียของบุคคลธรรมดา หรือหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ประมาณ 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.20% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 9.59% ในไตรมาสก่อน

แต่กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังคือหนี้ค้างชำระ 31–90 วัน หรือ SMLs ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 553,000 ล้านบาท หรือ 4.07% ของสินเชื่อรวม จาก 3.51% ในไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ 

หากรายได้ของลูกหนี้สะดุด ค่าครองชีพสูงขึ้น หรือความสามารถในการชำระหนี้ลดลง หนี้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะไหลเข้าสู่ NPL ในระยะต่อไป

สินเชื่อรถยนต์หดตัว 10 ไตรมาสติดต่อกัน

ผลกระทบของภาระหนี้ปรากฏชัดในตลาดรถยนต์ เพราะรถเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อจำนวนมากต้องพึ่งสินเชื่อ

ข้อมูล สศช. ระบุว่า สินเชื่อยานยนต์ในไตรมาส 1 ปี 2569 หดตัว 7.51% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นการหดตัวต่อเนื่องถึง 10 ไตรมาส 

เมื่อสินเชื่อใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลง ยอดขายรถกลุ่มที่พึ่งพาการผ่อนชำระสูงย่อมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะปิกอัพ ซึ่งฐานลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้รับเหมา และธุรกิจขนส่ง

ปัญหาของตลาดจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “รถราคาแพงเกินไป” แต่คือผู้ซื้อบางกลุ่มไม่สามารถเปลี่ยนความต้องการซื้อให้กลายเป็นยอดขายจริง เพราะไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ

สินเชื่อหด แต่คนยังต้องการเงิน

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลระบบธนาคารพาณิชย์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์รวมเครือขยายตัวเพียง 0.2% จากปีก่อน ขณะที่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวต่อเนื่อง จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง 

แต่การที่สินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่หดตัว ไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนไม่ต้องการเงิน

นี่ทำให้สินเชื่ออีกประเภทมีความน่าสนใจมากขึ้น คือ สินเชื่อที่มีรถเป็นหลักประกัน หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อเช่าซื้อที่ใช้เพื่อซื้อรถ เพราะเป็นการนำรถที่มีอยู่แล้วมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อเข้าถึงเงินทุน

ธปท. อธิบายว่า ผู้ที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองและผ่อนหนี้เดิมหมดแล้ว สามารถนำทะเบียนรถมาขอสินเชื่อจากธนาคารหรือ Non-bank และยังครอบครองและใช้รถได้ตามปกติ เงินที่ได้รับสามารถนำไปใช้จ่ายหรือใช้ประกอบอาชีพได้ตามเงื่อนไขของสินเชื่อ 

“รถแลกเงิน” สมรภูมิใหม่ในวันที่ซื้อรถยากขึ้น

ในวันที่การขอสินเชื่อเพื่อซื้อรถคันใหม่ยากขึ้น แต่ครัวเรือนและผู้ประกอบการยังต้องการเงินหมุนเวียน รถยนต์ที่มีอยู่แล้วจึงสามารถเปลี่ยนบทบาทจากพาหนะมาเป็นสินทรัพย์สำหรับเข้าถึงสภาพคล่อง

ธปท. มีฐานข้อมูลเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ทั้งรถยนต์ รถกระบะ รถตู้ รถจักรยานยนต์ และรถบรรทุก สะท้อนว่าตลาดดังกล่าวมีผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์หลากหลาย 

โจทย์สำคัญของธุรกิจสินเชื่อจากนี้จึงไม่ใช่การปล่อยกู้ให้มากที่สุด แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่าง การเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนทางการเงิน ความรวดเร็วในการอนุมัติ และคุณภาพลูกหนี้

เพราะหากเข้มงวดเกินไป ครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กอาจขาดสภาพคล่อง แต่หากเร่งปล่อยสินเชื่อโดยประเมินความสามารถชำระหนี้ไม่เพียงพอ ปัญหา NPL ก็อาจกลับมากดดันทั้งผู้กู้และระบบการเงิน

ภาพตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 จึงไม่ได้มีเพียงเรื่อง “EV กำลังโต” หรือ “รถกระบะกำลังหดตัว” แต่กำลังสะท้อนโครงสร้างกำลังซื้อของคนไทยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ยอดขายรถกำลังฟื้น แต่สินเชื่อยังตึง หนี้ครัวเรือนยังสูง และคนจำนวนหนึ่งยังต้องการสภาพคล่อง  นี่คือเหตุผลที่ตลาดรถยนต์และตลาดสินเชื่อรถยนต์ไทยกำลังเดินไปคนละทิศทางในเวลาเดียวกัน