"ส.อ.ท."เชื่อมั่นการเจรจา ART รักษาความสามารถแข่งขันสินค้าไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ส.อ.ท."เชื่อมั่นการเจรจา ART รักษาความสามารถแข่งขันสินค้าไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังติดตามมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% จากอัตราภาษีปกติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนมาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ โดยในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 38,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23.5% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด 

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก เช่น อาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น


สรุปข่าว

ส.อ.ท. พร้อมประสาน ก.พาณิชย์ ประเมินผลมาตรา 301 เชื่อมั่นการเจรจา ART รักษาความสามารถแข่งขันสินค้าไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังติดตามมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% จากอัตราภาษีปกติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนมาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ โดยในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 38,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23.5% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด 

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก เช่น อาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น


ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายพิกัดสินค้า เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว ดังนั้น ส.อ.ท. จะเร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินขอบเขตสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ภาระต้นทุนภาษี แนวโน้มคำสั่งซื้อ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการพิจารณานำเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ตรงความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและมาตรฐานสากลมาโดยตลอด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกที่ต้องผ่านการตรวจประเมินจากคู่ค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ไทยควรใช้จุดแข็งดังกล่าวยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งกำเนิดสินค้า และข้อมูลวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์


ขณะที่การรับมือกับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่ควรมองเฉพาะมาตรา 301 เป็นรายประเด็น แต่ต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวของประเทศ และเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด (Market Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป 2) การยกระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และแหล่งกำเนิดสินค้า 3) การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการพัฒนานวัตกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันแม้เผชิญต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น และ 4) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น 

นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หรือ ART ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะมีส่วนสำคัญในการเจรจาไปสู่ข้อสรุปที่สมดุล เป็นธรรม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

แท็กบทความ

ย่อโลกเศรษฐกิจพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
เจรจา ART
ส.อ.ท.
ความสามารถแข่งขันสินค้าไทย
มาตรา 301
ชิ้นส่วนรถยนต์