หอการค้าหนุนรัฐเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU โอกาสยกระดับไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X
หอการค้าหนุนรัฐเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU โอกาสยกระดับไทย
หอการค้าไทยชื่นชมและหนุนพาณิชย์เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ชี้เป็นจังหวะสำคัญยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยขอแสดงความชื่นชมและสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-EU รอบที่ 9 ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

ดร.พจน์กล่าวว่า ความคืบหน้าจากการเจรจารอบล่าสุดถือเป็นพัฒนาการที่ภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก FTA ไทย-EU ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงด้านการค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ทั้งด้านการผลิต การค้า การลงทุน ดิจิทัล ความยั่งยืน กฎระเบียบทางการค้า และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

สำหรับประเด็นที่สามารถสรุปผลการเจรจาเพิ่มเติมได้ในรอบที่ 9 มีความคืบหน้าที่สำคัญ 8 ประเด็น แบ่งเป็น 4 บท และ 4 ประเด็นประกอบความตกลง ได้แก่

1. บทการแข่งขันและการอุดหนุน ว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านการอุดหนุนให้มีความโปร่งใส
2. บทรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความตกลง ดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างไม่เลือกปฏิบัติ
3. บทการระงับข้อพิพาท ซึ่งกำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ กรณีมีการไม่ปฏิบัติตามความตกลง
4. บทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการความตกลง เพื่อรองรับการดำเนินงานและการกำกับดูแลภายหลังความตกลงมีผลใช้บังคับ
5. ภาคผนวกเรื่องอากรที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า
6. ภาคผนวกเรื่องการผูกขาดการนำเข้าและส่งออกสินค้า
7. ภาคผนวกยานยนต์ ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า
8. พิธีสารด้านความช่วยเหลือทางศุลกากรระหว่างกัน

เมื่อรวมกับผลการเจรจาในรอบก่อนหน้า ปัจจุบันการเจรจาสามารถสรุปผลได้แล้ว 15 บท จากทั้งหมด 24 บท และภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของภาพรวมความตกลง ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเจรจา


สรุปข่าว

หอการค้าไทยสนับสนุนกระทรวงพาณิชย์เร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU หลังรอบล่าสุดสรุปได้แล้ว 15 จาก 24 บท หรือราว 2 ใน 3 ของความตกลง พร้อมชี้เป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และขยายโอกาสผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs สู่ตลาดยุโรป
หอการค้าไทยชื่นชมและหนุนพาณิชย์เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ชี้เป็นจังหวะสำคัญยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยขอแสดงความชื่นชมและสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-EU รอบที่ 9 ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

ดร.พจน์กล่าวว่า ความคืบหน้าจากการเจรจารอบล่าสุดถือเป็นพัฒนาการที่ภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก FTA ไทย-EU ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงด้านการค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ทั้งด้านการผลิต การค้า การลงทุน ดิจิทัล ความยั่งยืน กฎระเบียบทางการค้า และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

สำหรับประเด็นที่สามารถสรุปผลการเจรจาเพิ่มเติมได้ในรอบที่ 9 มีความคืบหน้าที่สำคัญ 8 ประเด็น แบ่งเป็น 4 บท และ 4 ประเด็นประกอบความตกลง ได้แก่

1. บทการแข่งขันและการอุดหนุน ว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านการอุดหนุนให้มีความโปร่งใส
2. บทรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความตกลง ดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างไม่เลือกปฏิบัติ
3. บทการระงับข้อพิพาท ซึ่งกำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ กรณีมีการไม่ปฏิบัติตามความตกลง
4. บทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการความตกลง เพื่อรองรับการดำเนินงานและการกำกับดูแลภายหลังความตกลงมีผลใช้บังคับ
5. ภาคผนวกเรื่องอากรที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า
6. ภาคผนวกเรื่องการผูกขาดการนำเข้าและส่งออกสินค้า
7. ภาคผนวกยานยนต์ ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า
8. พิธีสารด้านความช่วยเหลือทางศุลกากรระหว่างกัน

เมื่อรวมกับผลการเจรจาในรอบก่อนหน้า ปัจจุบันการเจรจาสามารถสรุปผลได้แล้ว 15 บท จากทั้งหมด 24 บท และภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของภาพรวมความตกลง ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเจรจา


อย่างไรก็ตาม ดร.พจน์กล่าวว่า ภาคเอกชนยังเห็นความสำคัญของประเด็นที่อยู่ระหว่างการเจรจาในช่วงต่อไป เนื่องจากหลายเรื่องมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

1. การเปิดตลาดสินค้า ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับโอกาสการส่งออกและการปรับตัวของภาคการผลิตไทย
2. การค้าบริการและการลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง การยกระดับภาคบริการ และการเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับตลาดยุโรป
3. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจกับความพร้อมของผู้ประกอบการไทย
4. การค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการค้าข้ามพรมแดน
5. พลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุน การผลิต และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
6. ทรัพย์สินทางปัญญา กฎระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้จริง
7. ประเด็นด้านความยั่งยืนและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่ตลาด EU และจะมีผลต่อผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs

“FTA ไทย-EU เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจไทย เพราะตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน ดังนั้น การเจรจาที่ดีต้องเดินควบคู่กับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง” ดร.พจน์กล่าว

ดร.พจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการรวบรวมข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการในสาขาต่าง ๆ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม อาหาร สุขภาพ ดิจิทัล โลจิสติกส์ บริการ และ SMEs ประกอบการเจรจาในประเด็นที่ยังคงค้าง

ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยพร้อมร่วมสนับสนุนการสื่อสารและเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเข้าใจโอกาสและกติกาใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจาก FTA ไทย-EU ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบทางการค้า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบย้อนกลับ และเงื่อนไขด้านความยั่งยืน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตลาดในยุโรป

“สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ FTA เป็นเครื่องมือที่ผู้ประกอบการใช้ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงความตกลงในเชิงนโยบาย ภาคเอกชนจึงพร้อมสนับสนุนภาครัฐทั้งในมิติของข้อมูล ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีมาตรฐานสูง” ดร.พจน์กล่าว

หอการค้าไทยเห็นว่า หากการเจรจา FTA ไทย-EU สามารถสรุปผลได้โดยเร็วและอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนคุณภาพสูง และเสริมบทบาทของไทยในเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มาข้อมูล : หอการค้าไทย

ที่มารูปภาพ : หอการค้าไทย