นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. เร่งรับมือมาตรการการค้าสหรัฐฯ

Share on Line Share on Facebook Share on X
นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. เร่งรับมือมาตรการการค้าสหรัฐฯ

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลายมิติ

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย พ.ศ. 2569-2573 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศมีกำหนดลงนามในแผนดังกล่าวระหว่างการเยือน

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการเตรียมการอย่างเต็มที่ พร้อมเร่งจัดทำประเด็นที่ไทยต้องการผลักดันหรือยกระดับเข้าสู่การหารือระดับผู้นำ รวมถึงรวบรวมปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำท่าทีและเอกสารประกอบการเจรจาอย่างเป็นเอกภาพ

สรุปข่าว

นายกฯ เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 สิงหาคม 2569 เดินหน้าผลักดันความร่วมมือไทย-อินโดนีเซีย พร้อมสั่งทุกหน่วยงานเร่งจัดทำข้อเสนอสำหรับการหารือระดับผู้นำ และเร่งลดปัจจัยเสี่ยงด้านการค้า โดยเฉพาะแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน เพื่อรองรับการเจรจากับสหรัฐฯ และรักษาขีดความสามารถการส่งออกของไทย

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลายมิติ

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย พ.ศ. 2569-2573 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศมีกำหนดลงนามในแผนดังกล่าวระหว่างการเยือน

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการเตรียมการอย่างเต็มที่ พร้อมเร่งจัดทำประเด็นที่ไทยต้องการผลักดันหรือยกระดับเข้าสู่การหารือระดับผู้นำ รวมถึงรวบรวมปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำท่าทีและเอกสารประกอบการเจรจาอย่างเป็นเอกภาพ

ในด้านการค้า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีตามมาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 โดยย้ำว่าทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับการลดปัจจัยเสี่ยงที่สหรัฐฯ ใช้ประกอบการพิจารณามาตรการทางการค้า ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตัวเลขอัตราภาษีเท่านั้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การป้องกันการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และการบริหารจัดการกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจส่งผลต่อมาตรการทางการค้าในอนาคต

นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง พร้อมจัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงพัฒนาระบบรับรองแหล่งที่มาและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าได้

สำหรับการบริหารจัดการกำลังการผลิตส่วนเกิน กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบกำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงเหลือ มาตรการอุดหนุนของรัฐ แหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงความเสี่ยงจากการสวมสิทธิหรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า การสนับสนุนผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มปริมาณสินค้าเกินความต้องการของตลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการค้าของไทย พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการรองรับ กำหนดผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและการส่งออกของประเทศ

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

บรรณาธิการออนไลน์