ทำไม? Gen Z ตกเป็นเป้าหมายมิจฉาชีพ เปิดช่องโหว่-วิธีป้องกัน

Gen Z ใช้ชีวิตออนไลน์สูง ทำไมกลายเป็นเป้าหมายมิจฉาชีพ
ในยุคที่ชีวิตประจำวันแทบทุกอย่างย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์ ตั้งแต่การเรียน การทำงาน การซื้อสินค้า ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้กลับกลายเป็น “ช่องทาง” ที่มิจฉาชีพนำมาใช้โจมตี
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Gen Z “รู้เทคโนโลยีมากแค่ไหน” แต่คือเหตุใดคนรุ่นที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ตจึงยังสามารถตกเป็นเหยื่อของกลโกงออนไลน์ได้
ใช้ชีวิตออนไลน์สูง ยิ่งมีโอกาสเจอมิจฉาชีพมาก
Gen Z เติบโตมากับสมาร์ตโฟน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และบริการดิจิทัล ทำให้การสื่อสารและการทำธุรกรรมผ่านออนไลน์เป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่การซื้อสินค้า การโอนเงิน การสมัครงาน ไปจนถึงการพูดคุยกับคนที่ไม่เคยพบตัวจริง
มิจฉาชีพจึงไม่จำเป็นต้องเข้าหาเหยื่อโดยตรง แต่สามารถใช้โฆษณา ข้อความส่วนตัว บัญชีปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เป็นช่องทางเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน
ยิ่งผู้ใช้งานมี “ร่องรอยดิจิทัล” จำนวนมาก เช่น อายุ ความสนใจ สถานที่ที่ไปบ่อย สินค้าที่ชอบ หรือกิจกรรมที่กำลังสนใจ ข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถถูกนำมาใช้สร้างข้อความหลอกลวงให้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของเหยื่อมากขึ้น
สรุปข่าว
Gen Z ใช้ชีวิตออนไลน์สูง ทำไมกลายเป็นเป้าหมายมิจฉาชีพ
ในยุคที่ชีวิตประจำวันแทบทุกอย่างย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์ ตั้งแต่การเรียน การทำงาน การซื้อสินค้า ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้กลับกลายเป็น “ช่องทาง” ที่มิจฉาชีพนำมาใช้โจมตี
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Gen Z “รู้เทคโนโลยีมากแค่ไหน” แต่คือเหตุใดคนรุ่นที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ตจึงยังสามารถตกเป็นเหยื่อของกลโกงออนไลน์ได้
ใช้ชีวิตออนไลน์สูง ยิ่งมีโอกาสเจอมิจฉาชีพมาก
Gen Z เติบโตมากับสมาร์ตโฟน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และบริการดิจิทัล ทำให้การสื่อสารและการทำธุรกรรมผ่านออนไลน์เป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่การซื้อสินค้า การโอนเงิน การสมัครงาน ไปจนถึงการพูดคุยกับคนที่ไม่เคยพบตัวจริง
มิจฉาชีพจึงไม่จำเป็นต้องเข้าหาเหยื่อโดยตรง แต่สามารถใช้โฆษณา ข้อความส่วนตัว บัญชีปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เป็นช่องทางเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน
ยิ่งผู้ใช้งานมี “ร่องรอยดิจิทัล” จำนวนมาก เช่น อายุ ความสนใจ สถานที่ที่ไปบ่อย สินค้าที่ชอบ หรือกิจกรรมที่กำลังสนใจ ข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถถูกนำมาใช้สร้างข้อความหลอกลวงให้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของเหยื่อมากขึ้น
ทำไม? Gen Z ถึงตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ
ตำรวจสอบสวนกลาง แจ้งเตือน แก๊งคอลเซ็นเตอร์มุ่งเป้าหมายหลอกลวงไปที่ กลุ่มนักศึกษา Gen Z โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ส่งเอกสารหมายจับปลอม หรือหลอกว่าได้ทุนต่างประเทศ โดยมิจฉาชีพจะขู่ให้กลัว บังคับจัดฉากหลอกผู้ปกครองเพื่อให้โอนเงิน
ตามหลักจิตวิทยา ปัจจัยที่ทำให้ Gen Z ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ มีดังนี้
-ด้านพฤติกรรม Gen Z ทำทุกอย่างบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว คิดเร็วทำเร็ว ขาดการระมัดระวังในการตรวจสอบ และเลือกที่จะเผชิญปัญหาเพียงลำพังโดยไม่บอกหรือปรึกษาพ่อแม่
-ด้านสภาวะอารมณ์ Gen Z มีความมั่นใจในเทคโนโลยีสูง จนเกิดความประมาท มีความตื่นตระหนก และกดดันเมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน จนส่งผลให้การคิดวิเคราะห์ลดลงอย่างเฉียบพลัน รวมถึงความกลัวที่จะถูกผู้ปกครองดุ
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอแนะนำ 5 วิธีป้องกันมิจฉาชีพสำหรับน้อง ๆ นักศึกษา Gen Z ดังนี้
1. หากได้รับสายจากบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ให้ตั้งสติ และอย่าหลงเชื่อทันที
2. อย่าปฏิบัติตามคำสั่งของปลายสาย จนกว่าจะตรวจสอบ และยืนยันกับหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างโดยตรง
3. ตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานนั้น ๆ เท่านั้น
4. หากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด หรือถูกขอให้โอนเงิน ควรปรึกษาครอบครัว หรือบุคคลที่ไว้ใจก่อนตัดสินใจ
5. ติดตามข่าวสาร และคำเตือนเกี่ยวกับภัยจากมิจฉาชีพอย่างสม่ำเสมอ
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงขอเตือนเด็ก Gen Z ให้ระวังมิจฉาชีพที่เเอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้ดี จำไว้ เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการวิดีโอคอล ไม่มีการโอนเงินเพื่อตรวจสอบ หากพบปัญหาเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์สามารถติดต่อ ศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ไม่ใช่เพราะ Gen Z “หลอกง่าย” แต่เพราะอยู่ในพื้นที่ที่มิจฉาชีพเข้าถึงได้ง่าย
การมองว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อเพราะ “ขาดความรู้” อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด ในความเป็นจริง การใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลอย่างเข้มข้นทำให้คนรุ่นนี้มีโอกาสพบทั้งข้อมูลจริงและข้อมูลหลอกลวงจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง Digital Literacy ให้มากกว่าการรู้วิธีใช้เทคโนโลยี แต่ต้องรู้วิธีตรวจสอบแหล่งที่มา แยกแยะความน่าเชื่อถือ ตั้งคำถามกับข้อเสนอที่เร่งรัด และไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญโดยไม่จำเป็น
เพราะในโลกที่มิจฉาชีพไม่ได้พยายาม “แฮ็กโทรศัพท์” เพียงอย่างเดียว แต่พยายาม แฮ็กการตัดสินใจของคน การหยุดคิดเพียงไม่กี่วินาทีก่อนคลิกลิงก์ ตอบข้อความ หรือโอนเงิน อาจเป็นด่านสำคัญที่สุดในการป้องกันตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว การรู้เทคโนโลยีอาจช่วยให้เราใช้โลกออนไลน์ได้คล่องขึ้น แต่การรู้ทันกลโกงต่างหากที่จะช่วยให้เราใช้โลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย
เปิดสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ในช่วงวันที่ 13-19 ก.ย.69 พบมีคดีรับแจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline รวม 5,514 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 236 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 6-12 ก.ย.69 จำนวนคดีลดลง 204 คดี มูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 61 ล้านบาท
การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 4,103 คดี คิดเป็น 74.4% ของคดีทั้งหมด และยังเป็นประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงสุดกว่า 54 ล้านบาท คิดเป็น 22.9% ของคดีทั้งหมด
สำหรับสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่
1. กรุงเทพฯ 89 คดี มูลค่าความเสียหาย 6.8 ล้านบาท
2. เชียงใหม่ 31 คดี มูลค่าความเสียหาย 9.6 แสนบาท
3. นนทบุรี 22 คดี มูลค่าความเสียหาย 14.6 ล้านบาท
“ผู้หญิง” ตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย
หากเจาะลึกตามเพศ และอายุของผู้เสียหาย พบว่า “ผู้หญิง” ตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน โดยคดีที่พบผู้เสียหายในช่วงวัยนี้มากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และคดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน
สำหรับการช่วยเหลือเหยื่อที่สำคัญ ACSC ได้ประสานธนาคาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เข้าระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนเงินถึงบัญชีมิจฉาชีพได้ จำนวน 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 3.8 ล้านบาท
เคสด่วน นักศึกษาถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ACSC ได้รับเคสด่วนในการเข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นนักศึกษาชาย อายุ 19 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับความผิดฐานฟอกเงิน ให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม ออกอุบายว่า จะช่วยเหลือให้พ้นคดี และสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายไปบอกกับผู้ปกครองว่า ได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ
ต้องใช้เงินเป็นค่าดำเนินการ พร้อมกับสั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เพื่อตัดขาดเหยื่อออกจากคนรอบข้างและครอบครัว เหยื่อจึงพาตัวเองไปโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้สำเร็จ
นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายเป็นหญิง อายุ 62 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นแพลตฟอร์มลงทุนสื่อโฆษณาออนไลน์ ได้รับผลตอบแทนสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและทำการโอนเงินออกไปหลายครั้ง โดยระหว่างที่ผู้เสียหายทำการโอนเงิน เจ้าหน้าที่พยายามติดต่อหาผู้เสียหาย และเข้าไปช่วยเหลือที่บ้านพักถึงแม้จะพยายามอธิบายและแสดงหลักฐานให้ผู้เสียหายเข้าใจ แต่ผู้เสียหายยังเชื่อว่าจะได้รับเงินคืน จนต้องเชิญตัวมาอธิบายที่สถานีตำรวจ จนเข้าใจว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก
ACSC ขอย้ำเตือนประชาชนโปรดระมัดระวังพฤติการณ์ “ชวนย้ายคุยนอกแอป” และระวัง “การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วข่มขู่ให้โอนเงิน” ขอให้ตั้งสติ อย่าหลงเชื่อ และตรวจสอบให้รอบคอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง หากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
- เมื่อ AI เปลี่ยนโลก ไทยต้องเปลี่ยนเศรษฐกิจ การศึกษา และทักษะอะไรที่เราต้องมี ?
- เมื่อ AI เป็นสิ่งเดี่ยวที่เรา "กล้าเล่าเรื่องราวให้ฟัง" นี่คือพื้นที่ปลอดภัย หรือกับดัก"ความเหงา"
- สกัดเส้นเงินมิจฉาชีพ! เปิดแผน 4 ระบบกลาง รัฐติดสปีดทุบวงจรอาชญากรรมไซเบอร์
- AI ครองโลกเริ่มเป็นจริง อยู่เหนือการควบคุม หรือนี่คือจุดจบมนุษยชาติ ?
- วิธีทำรูปสไตล์ยุค 80s ด้วย AI สร้างภาพวินเทจยอดฮิตโดนใจชาวเน็ต
ที่มาข้อมูล : ตำรวจสอบสวนกลาง / ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ / TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Getty Images Created by ai
นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ
