ผู้บริหาร Nvidia โต้ ข้อกังวลเรื่อง AI ซ้ำมองเป็นเพียง “เรื่องเล่าวันสิ้นโลก”

Share on Line Share on Facebook Share on X
ผู้บริหาร Nvidia โต้ ข้อกังวลเรื่อง AI ซ้ำมองเป็นเพียง “เรื่องเล่าวันสิ้นโลก”

เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของเอ็นวิเดีย (Nvidia) กล่าวถึงคำเตือนที่ว่า AI อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติภายในทศวรรษหน้าว่าเป็นเพียง "เรื่องเล่าวันสิ้นโลก" (doomsday narratives)

เจนเซน หวง ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นิวส์ (CBS News) สำนักข่าวในสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า ปี 2030 จะไม่ใช่จุดจบของโลก โอกาสที่จะเกิดจุดจบของโลกนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ รวมทั้งยังเสริมอีกว่า การทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ

ความเห็นของหวง สวนทางกับนักวิจัย

ความเห็นของหวงนั้น ถือว่าสวนทางกับนักวิจัยส่วนมาก โดยคำเตือนจากนักวิจัยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ได้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของ AI โดยผู้บริหารในอุตสาหกรรมบางส่วนเรียกร้องให้มีการชะลอการพัฒนาโมเดล AI ลง

ความเห็นนี้ของเขา เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโดย เจคอบ คอกซอน (Jacob Coxon) อดีตนักวิจัยของบริษัท แอนโทรปิก (Anthropic) ที่ระบุว่านักพัฒนา AI เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ "อาจฆ่าพวกเราทุกคนได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้"

ข้อกังวลของคอกซอน ก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงเสียงเรียกร้องจากผู้บริหารระดับสูง เช่น ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) และแซม อัลต์แมน (Sam Altman) จากบริษัทโอเพนเอไอ (OpenAI) ที่ต้องการให้ชะลอการพัฒนา AI ลง

สรุปข่าว

เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia ปฏิเสธคำเตือนว่า AI อาจทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ภายในปี 2030 โดยเรียกว่าเป็น “เรื่องเล่าวันสิ้นโลก” ที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ หวงยืนยันว่าโอกาสที่โลกจะสิ้นสุดเพราะ AI ภายในทศวรรษนี้เป็นศูนย์ พร้อมชี้ว่าความสำเร็จของ Nvidia ขึ้นอยู่กับการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเสียงเรียกร้องให้ชะลอ AI อาจแฝงความต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันในอุตสาหกรรม

เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของเอ็นวิเดีย (Nvidia) กล่าวถึงคำเตือนที่ว่า AI อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติภายในทศวรรษหน้าว่าเป็นเพียง "เรื่องเล่าวันสิ้นโลก" (doomsday narratives)

เจนเซน หวง ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นิวส์ (CBS News) สำนักข่าวในสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า ปี 2030 จะไม่ใช่จุดจบของโลก โอกาสที่จะเกิดจุดจบของโลกนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ รวมทั้งยังเสริมอีกว่า การทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ

ความเห็นของหวง สวนทางกับนักวิจัย

ความเห็นของหวงนั้น ถือว่าสวนทางกับนักวิจัยส่วนมาก โดยคำเตือนจากนักวิจัยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ได้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของ AI โดยผู้บริหารในอุตสาหกรรมบางส่วนเรียกร้องให้มีการชะลอการพัฒนาโมเดล AI ลง

ความเห็นนี้ของเขา เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโดย เจคอบ คอกซอน (Jacob Coxon) อดีตนักวิจัยของบริษัท แอนโทรปิก (Anthropic) ที่ระบุว่านักพัฒนา AI เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ "อาจฆ่าพวกเราทุกคนได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้"

ข้อกังวลของคอกซอน ก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงเสียงเรียกร้องจากผู้บริหารระดับสูง เช่น ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) และแซม อัลต์แมน (Sam Altman) จากบริษัทโอเพนเอไอ (OpenAI) ที่ต้องการให้ชะลอการพัฒนา AI ลง

“การคาดการณ์ที่ไม่มีวิทยาศาสตร์รองรับ”

หวงกล่าวว่าการคาดการณ์เหล่านั้น "ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ" พร้อมเสริมว่า การทำให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมจะสร้างผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบนั้น เป็นผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท เอ็นวิเดีย (Nvidia) บริษัทของเขา

เขากล่าวว่า ความสำเร็จของเอ็นวิเดีย (Nvidia) เชื่อมโยงโดยตรงกับการนำผลิตภัณฑ์และบริการไปใช้อย่างปลอดภัย และหากไม่ดำเนินการเช่นนั้นต่อไป มูลค่าของบริษัทก็จะลดลง

การชะลอตัว หรือ การหาความคุ้มครองทางกฎหมาย ?

ทั้งนี้หวงยังตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท AI ที่ออกมาพูดถึงเรื่อง "การชะลอตัว" อาจกำลังมองหามาตรการคุ้มครองความรับผิดทางกฎหมาย เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ผลิตภัณฑ์ของตนอาจก่อขึ้น

โดยเขามองว่า ให้ลองพิจารณาความหมายแฝงของแต่ละคำเตือน จะพบว่าจริง ๆ แล้ว บรรดาบริษัท AI ไม่ได้เรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองเพิ่มขึ้น แต่พวกเขากำลังเรียกร้องให้ได้รับการยกเว้นจากกฎหมายที่มีอยู่เดิม ซึ่งถือว่าเป็นปัญหา

ที่มาข้อมูล : BBC News

ที่มารูปภาพ : Getty Images