เมื่อ AI เปลี่ยนโลก ไทยต้องเปลี่ยนเศรษฐกิจ การศึกษา และทักษะอะไรที่เราต้องมี ?

มองไปทางไหน ก็มีแต่ประเด็นเรื่อง AI ทั้งในชีวิตประจำวันที่เราทุกคนใช้ ระดับเอกชน และรัฐบาล ไปถึงบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของโลก ที่ล่าสุดเริ่มพูดถึงความน่ากลัวของมัน ถึงขั้นอาจทำลายมนุษยชาติได้
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากความน่ากลัว การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ก็เป็นประโยชน์ ซึ่งประเทศไทยจะปรับตัว ใช้มันอย่างไร ให้เป็นประโยชน์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่คุกคามตลาดแรงงานของเราได้ บนเวทีเสวนาหัวข้อ "Society-Human Capital, AI Adaptation, and Sustainable Competitiveness" ที่เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "Thailand's Momentum 2026" นี้ ก็ได้ชวนทั้งผู้เชี่ยวชาญในรัฐบาล และเอกชนมาแลกเปลี่ยนกัน
ประเทศไทยกับการปรับตัวกับการใช้ AI
“ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จาก AI อย่างไร ?” นี่คือคำถามแรกที่เวทีนี้ยกมาพูดคุย โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งรองนายกฯ ก็ได้เสนอมุมมองถึงการการปรับตัวด้าน AI ของภาครัฐ “ประเทศเล็กๆ อย่างไทยที่มีประชากร 60 ล้านคนจะอยู่รอดได้อย่างไร ? ถ้าเราต้องการจะอยู่รอด สิ่งแรกที่ต้องมีคือรากฐานที่มั่นคง และ AI ก็เปรียบเสมือนชิ้นส่วนสำคัญในจิ๊กซอว์นี้” อ.ยชนันท์ชี้
โดยมองว่าไทยในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จาก AI และการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้น รวมถึงก้าวข้ามจากการผลิตแบบเน้นปริมาณ (mass production) ไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) ที่มีมูลค่าสูง
รองนายกฯ ยังมองอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ "ข้อมูล" (Data) และเราจำเป็นต้องหาแพลตฟอร์มเพื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านั้น เพราะหากข้อมูลอยู่แยกส่วนกัน มันก็ไม่มีมูลค่า โดยรวบรวมข้อมูลทั้งดิน ฟ้า อากาศต่างๆ ของไทย เพื่อสร้างโมเดล ทั้งสิ่งสำคัญคืออธิปไตยทาง AI ที่ไทยควรลงทุนพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ภายในประเทศสำหรับภารกิจเฉพาะที่สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทหรือประเทศอื่นมากเกินไป โดยเฉพาะในส่วนของแบบจำลองพื้นฐาน (foundational models)
อ.ยศชนันยังเสนอว่า ไทยต้องสร้าง Local Content และระบบภายในประเทศ เพื่อรักษา Data Sovereignty พร้อมพัฒนา IP ของตัวเองและระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มั่นคงจากนั้นต้องต่อยอด AI ให้เป็น “New Growth Engine” เช่น Wellness, Future Food, Functional Food และ Drug Discovery โดยเชื่อมโยงกับทรัพยากรและห่วงโซ่อุปทานในประเทศการพัฒนาเทคโนโลยีต้องนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น เช่น เกษตรและสมุนไพร สู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกอย่างไรก็ตาม ไทยไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง จึงต้องสร้างพันธมิตรกับนานาประเทศด้วย
แต่การขับเคลื่อนของรัฐบาล ก็ต้องเป็นไปพร้อมๆ กับภาคเอกชน ซึ่ง ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการและรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพเองก็ได้มาเล่าถึงมุมมองความท้าทายของฝั่งเอกชนเช่นกัน ซึ่งเขาก็เห็นถึงทั้งพลังในการเปลี่ยนแปลง ที่ก็มาพร้อมความเสี่ยง
ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบัน บริษัทไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ ความท้าทายสำคัญคือโครงการ AI ประมาณ 95% ไม่สามารถสร้างผลกำไรที่เป็นรูปธรรมได้ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากคุณภาพข้อมูลที่ไม่ดี การขาดแคลนข้อมูล และการขาดการนำข้อมูลเชิงลึกจาก AI ไปบูรณาการเข้ากับกระบวนการตัดสินใจหลักอย่างเพียงพอ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบและขับเคลื่อนด้วย AI ในประเทศอย่างจีน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมหาศาล เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องนำ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้
ผู้บริหารธนาคารยังยกตัวอย่างเคสของบริษัทเซรามิกไทยแห่งหนึ่งที่สามารถแข่งขันกับจีนได้ด้วยการปรับโรงงานให้เป็นระบบอัตโนมัติจนใช้พนักงานเพียง 7 คน แต่แม้ระบบอัตโนมัติในระดับนี้จะจำเป็นต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียตำแหน่งงานและสร้าง "ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น" ในสังคม ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลผ่านการฝึกทักษะใหม่ (re-skilling) และมาตรการรองรับทางสังคม (social safety nets)
อีกผู้เชี่ยวชาญเอกชน แม่งานของเวทีเสวนานี้อย่าง จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ก็เทียบสถานการณ์ไทย กับโลกที่หลายประเทศใช้ AI ขับเคลื่อนจนเศรษฐกิจหลักเติบโต เช่นนโยบาย "AI plus" ของจีน ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตถึง 5% และเปลี่ยนสถานะจีนจากผู้ลอกเลียนแบบมาเป็นผู้สร้างนวัตกรรม
จิรายุส ยังยกการเปลี่ยนแปลงระดับแพลตฟอร์มรากฐานสำคัญ ที่มี 5 ชั้น (layers) ได้แก่ พลังงาน ชิปคอมพิวเตอร์ AI Cloud โมเดล AI และแอปพลิเคชัน AI ซึ่งไทยควรให้ความสำคัญกับชั้นที่ 4 คือ การปรับแต่งโมเดล AI ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และชั้นที่ 5 การนำแอปพลิเคชัน AI มาใช้ประโยชน์ มากกว่าการทุ่มงบลงทุนมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานใน 3 ชั้นแรก
ทั้งควรจะบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 5-7% ซึ่งจำเป็นต่อการก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง และเตรียมพร้องให้ทุกภาพส่วนในการใช้งาน AI
สรุปข่าว
มองไปทางไหน ก็มีแต่ประเด็นเรื่อง AI ทั้งในชีวิตประจำวันที่เราทุกคนใช้ ระดับเอกชน และรัฐบาล ไปถึงบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของโลก ที่ล่าสุดเริ่มพูดถึงความน่ากลัวของมัน ถึงขั้นอาจทำลายมนุษยชาติได้
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากความน่ากลัว การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ก็เป็นประโยชน์ ซึ่งประเทศไทยจะปรับตัว ใช้มันอย่างไร ให้เป็นประโยชน์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่คุกคามตลาดแรงงานของเราได้ บนเวทีเสวนาหัวข้อ "Society-Human Capital, AI Adaptation, and Sustainable Competitiveness" ที่เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "Thailand's Momentum 2026" นี้ ก็ได้ชวนทั้งผู้เชี่ยวชาญในรัฐบาล และเอกชนมาแลกเปลี่ยนกัน
ประเทศไทยกับการปรับตัวกับการใช้ AI
“ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จาก AI อย่างไร ?” นี่คือคำถามแรกที่เวทีนี้ยกมาพูดคุย โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งรองนายกฯ ก็ได้เสนอมุมมองถึงการการปรับตัวด้าน AI ของภาครัฐ “ประเทศเล็กๆ อย่างไทยที่มีประชากร 60 ล้านคนจะอยู่รอดได้อย่างไร ? ถ้าเราต้องการจะอยู่รอด สิ่งแรกที่ต้องมีคือรากฐานที่มั่นคง และ AI ก็เปรียบเสมือนชิ้นส่วนสำคัญในจิ๊กซอว์นี้” อ.ยชนันท์ชี้
โดยมองว่าไทยในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จาก AI และการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้น รวมถึงก้าวข้ามจากการผลิตแบบเน้นปริมาณ (mass production) ไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) ที่มีมูลค่าสูง
รองนายกฯ ยังมองอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ "ข้อมูล" (Data) และเราจำเป็นต้องหาแพลตฟอร์มเพื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านั้น เพราะหากข้อมูลอยู่แยกส่วนกัน มันก็ไม่มีมูลค่า โดยรวบรวมข้อมูลทั้งดิน ฟ้า อากาศต่างๆ ของไทย เพื่อสร้างโมเดล ทั้งสิ่งสำคัญคืออธิปไตยทาง AI ที่ไทยควรลงทุนพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ภายในประเทศสำหรับภารกิจเฉพาะที่สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทหรือประเทศอื่นมากเกินไป โดยเฉพาะในส่วนของแบบจำลองพื้นฐาน (foundational models)
อ.ยศชนันยังเสนอว่า ไทยต้องสร้าง Local Content และระบบภายในประเทศ เพื่อรักษา Data Sovereignty พร้อมพัฒนา IP ของตัวเองและระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มั่นคงจากนั้นต้องต่อยอด AI ให้เป็น “New Growth Engine” เช่น Wellness, Future Food, Functional Food และ Drug Discovery โดยเชื่อมโยงกับทรัพยากรและห่วงโซ่อุปทานในประเทศการพัฒนาเทคโนโลยีต้องนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น เช่น เกษตรและสมุนไพร สู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกอย่างไรก็ตาม ไทยไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง จึงต้องสร้างพันธมิตรกับนานาประเทศด้วย
แต่การขับเคลื่อนของรัฐบาล ก็ต้องเป็นไปพร้อมๆ กับภาคเอกชน ซึ่ง ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการและรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพเองก็ได้มาเล่าถึงมุมมองความท้าทายของฝั่งเอกชนเช่นกัน ซึ่งเขาก็เห็นถึงทั้งพลังในการเปลี่ยนแปลง ที่ก็มาพร้อมความเสี่ยง
ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบัน บริษัทไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ ความท้าทายสำคัญคือโครงการ AI ประมาณ 95% ไม่สามารถสร้างผลกำไรที่เป็นรูปธรรมได้ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากคุณภาพข้อมูลที่ไม่ดี การขาดแคลนข้อมูล และการขาดการนำข้อมูลเชิงลึกจาก AI ไปบูรณาการเข้ากับกระบวนการตัดสินใจหลักอย่างเพียงพอ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบและขับเคลื่อนด้วย AI ในประเทศอย่างจีน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมหาศาล เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องนำ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้
ผู้บริหารธนาคารยังยกตัวอย่างเคสของบริษัทเซรามิกไทยแห่งหนึ่งที่สามารถแข่งขันกับจีนได้ด้วยการปรับโรงงานให้เป็นระบบอัตโนมัติจนใช้พนักงานเพียง 7 คน แต่แม้ระบบอัตโนมัติในระดับนี้จะจำเป็นต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียตำแหน่งงานและสร้าง "ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น" ในสังคม ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลผ่านการฝึกทักษะใหม่ (re-skilling) และมาตรการรองรับทางสังคม (social safety nets)
อีกผู้เชี่ยวชาญเอกชน แม่งานของเวทีเสวนานี้อย่าง จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ก็เทียบสถานการณ์ไทย กับโลกที่หลายประเทศใช้ AI ขับเคลื่อนจนเศรษฐกิจหลักเติบโต เช่นนโยบาย "AI plus" ของจีน ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตถึง 5% และเปลี่ยนสถานะจีนจากผู้ลอกเลียนแบบมาเป็นผู้สร้างนวัตกรรม
จิรายุส ยังยกการเปลี่ยนแปลงระดับแพลตฟอร์มรากฐานสำคัญ ที่มี 5 ชั้น (layers) ได้แก่ พลังงาน ชิปคอมพิวเตอร์ AI Cloud โมเดล AI และแอปพลิเคชัน AI ซึ่งไทยควรให้ความสำคัญกับชั้นที่ 4 คือ การปรับแต่งโมเดล AI ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และชั้นที่ 5 การนำแอปพลิเคชัน AI มาใช้ประโยชน์ มากกว่าการทุ่มงบลงทุนมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานใน 3 ชั้นแรก
ทั้งควรจะบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 5-7% ซึ่งจำเป็นต่อการก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง และเตรียมพร้องให้ทุกภาพส่วนในการใช้งาน AI
เตรียมพร้อมคน การศึกษา และทักษะที่จำเป็นในยุค AI
แต่การเตรียมพร้อม ก็ต้องเน้นไปถึงการศึกษา ซึ่งก็เป็นหนึ่งหน้าที่ของกระทรวง อว. ที่ยศชนันสังกัดอยู่ ซึ่ง รมต. ก็มองถึงความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการศึกษา ให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงจาก AI โดยไม่เน้นเพียงการเรียนรู้เครื่องมือที่อาจล้าสมัยอย่างรวดเร็ว แต่ต้องสร้างรากฐานความรู้ที่แข็งแรง ทั้งคณิตศาสตร์ อัลกอริทึม ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ควบคู่กับความคิดสร้างสรรค์ Entrepreneurship, Design Thinking และ System Thinking รวมถึงทักษะภาษาอังกฤษและการสื่อสาร เพื่อให้คนไทยสามารถเรียนรู้และทำงานได้ในตลาดโลก การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีความสำคัญ เพราะเมื่อเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเปลี่ยน คนก็ต้องสามารถกลับมาเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ได้ตลอดเวลา
“ผมมีแนวคิดว่าการศึกษาควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ และควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศไทย เมื่อเรามีการศึกษาที่เพียงพอ แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามา เราก็จะสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในระดับเดียวกับ AI ได้ แต่หากเราขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI เราจะลำบาก” ดร.ยศชนันกล่าว
ทั้งในด้านเทคโนโลยี รองนายกฯ มองว่าไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับประเทศขนาดใหญ่ในทุกด้าน แต่ควรเลือกสร้างความเชี่ยวชาญเชิงลึกในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น ชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อผู้ประกอบการ ทั้งเงินทุน ตลาด และเครือข่ายในต่างประเทศ โดยภาครัฐสามารถช่วยผ่านโครงการ Incubator และสนับสนุนเรื่องสิทธิบัตร การลงทุน และการเข้าสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเดิมต้องปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์สู่การป้องกันประเทศ ต่อเรือ หรืออวกาศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
หัวใจสำคัญคือการมองการศึกษาและบุคลากรเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศไทย” เพราะการรักษาเทคโนโลยีไม่ได้หมายถึงการเก็บเทคโนโลยีไว้ แต่ต้องรักษาและพัฒนาคนให้สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ ไทยจึงควรลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างข้อมูลและความรู้ของตัวเอง
หนึ่งหัวข้อที่คนทั่วโลก รวมถึงไทยพูดตรงกันคือ การที่ AI เข้ามาแย่งงาน และทำให้หลายคนเสี่ยงตกงาน ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ทักษะอะไรจำเป็น และสำคัญในยุคปัจจุบันนี้
ดร.กอบศักดิ์ ในฐานะฝั่งเอกชน ที่นำบริษัทที่มีพนักงานหลักหมื่นคนมองว่า ทุกคนควรพัฒนาตนเองให้เป็น บุคลากรที่สามารถใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว" (AI-enabled person) และทักษะที่จำเป็นคือ การรู้วิธีใช้ AI เป็นเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยก้าวข้ามจากการเข้าใจเพียงพื้นฐานไปสู่การประยุกต์ใช้ในระดับสูง และแม้ว่าเราจะหลีกเลี่ยงการปลดคน หรือระลอกของการใช้ AI แทนคนที่จะเกิดขึ้น แต่เราก็สามารถเปิดโอกาสใหม่ๆ ในสายงาน AI ให้พวกเขาได้เข้ามาทำแทนได้
ทั้ง ผู้บริหารธนาคารยังคิดว่า ไทยจำเป็นต้องเปิดรับบุคลากรจากภายนอกให้เข้ามาด้วย เพราะ AI เป็นสิ่งที่พัฒนาเองได้ยากและต้องอาศัยทักษะเฉพาะทางขั้นสูง จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ไทยจะเปิดรับบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้เข้ามา
เช่นเดียวกับ จิรายุส ที่มองเช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญทั้งสองถึงการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจ และการศึกษา ซึ่งเขามองว่า ไทยต้องเปลี่ยนจากกิจกรรมเศรษฐกิจเดิมไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ขณะเดียวกัน ไทยต้องรับมือกับจำนวนประชากรที่ลดลงด้วยการเพิ่มผลิตภาพต่อคน และเปิดรับบุคลากรต่างชาติที่มีความสามารถเพื่อสร้างการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชนต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อม พัฒนาคน และนำเทคโนโลยีมาใช้จริง
“การศึกษาไทยเน้นไปที่การท่องจำ ซึ่งเราคงไม่สามารถแข่งขันกับ AI ได้ และในอดีตการสามารถตอบคำถามให้ถูกต้องถือเป็นทักษะที่ดี แต่เราควรเปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่การใช้เหตุผล และเปลี่ยนจากการตอบคำถามให้ถูก ไปสู่การรู้จักตั้งคำถามที่ถูกต้องและเหมาะสมแทน
เพราะในอนาคต AI จะเป็นผู้ทำหน้าที่ตอบคำถามเหล่านั้นเอง นอกจากนี้ สิ่งที่ศาสตราจารย์ได้กล่าวไว้ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นคือเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เราควรเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ (knowledge-based economy) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ (creative economy)” CEO ของ บิทคับเสนอ ทั้งเสริมว่า มนุษย์ควรพัฒนาทักษะที่ AI ทดแทนได้ยาก โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์และการมี “Agency” หรือความสามารถในการกำหนดและขับเคลื่อนการกระทำของตนเอง ทั้งนี้ การ reskill และ upskill จะเป็นหน้าที่สำคัญของมหาวิทยาลัยและระบบการศึกษา เพื่อเตรียมแรงงานให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง
AI ควรถูกนำไปใช้ใน “ทุกภาคส่วน” เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เทคโนโลยีเฉพาะอุตสาหกรรม โดยการสร้าง AI Literacy ควรเริ่มจากทักษะพื้นฐาน เช่น การอ่าน การเขียน การคำนวณ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ก่อนต่อยอดไปสู่ความรู้ความเข้าใจด้าน AI และทักษะวิศวกรรมขั้นสูงในคนบางกลุ่ม หากสามารถนำ AI ที่มีความสามารถในการปฏิบัติการด้วยตนเอง หรือ “AI with agency” ไปประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วนได้ ไทยก็สามารถสร้างการก้าวกระโดดด้านผลิตภาพและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจได้
- เมื่อ AI เป็นสิ่งเดี่ยวที่เรา "กล้าเล่าเรื่องราวให้ฟัง" นี่คือพื้นที่ปลอดภัย หรือกับดัก"ความเหงา"
- AI ครองโลกเริ่มเป็นจริง อยู่เหนือการควบคุม หรือนี่คือจุดจบมนุษยชาติ ?
- วิธีทำรูปสไตล์ยุค 80s ด้วย AI สร้างภาพวินเทจยอดฮิตโดนใจชาวเน็ต
- วิกฤต AI นักวิจัยเตือนเสี่ยงล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ภายใน 3 ปี
- ทางรอดธุรกิจยุค AI ใช้เทคโนโลยีให้ทัน สร้างความไว้ใจ ฝ่าวิกฤตความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก
