ประเทศน่าเกษียณ 2026 ไทยอันดับ 4 ของโลก ตามหลังมาเลเซียเพียง 1.5 คะแนน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ประเทศน่าเกษียณ 2026 ไทยอันดับ 4 ของโลก ตามหลังมาเลเซียเพียง 1.5 คะแนน

ประเทศน่าเกษียณ ปี 2026 ไทยติดอันดับ 4 ของโลก จากการจัดอันดับ Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งให้คะแนน 192 ประเทศว่าเหมาะกับการย้ายไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากน้อยเพียงใด ไทยได้คะแนนรวม 74.3 ตามหลังมาเลเซียที่ครองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 75.8 ซึ่งเท่ากับปานามาในอันดับ 2 ส่วนโปรตุเกสอยู่อันดับ 3 ที่ 75.3 คะแนน

ดัชนีฉบับนี้จัดทำโดย Rumavi บริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐานและอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นตลาดเอเชีย โดยใช้ตัวชี้วัด 24 ตัวใน 4 หมวด ได้แก่ การเงินและภาษี คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการตั้งถิ่นฐาน เมื่อแยกดูรายหมวด ไทยทำคะแนนได้ดีด้านการเงินและภาษีที่ 81 คะแนน จากค่าครองชีพที่ได้ 96.9 คะแนน และหมวดคุณภาพชีวิตที่ 71 คะแนน สูงกว่ามาเลเซียเล็กน้อย 

แต่หมวดความปลอดภัยได้เพียง 58 คะแนน และหมวดการตั้งถิ่นฐานได้ 63 คะแนน ห่างจากมาเลเซีย 12 คะแนน โดยตัวชี้วัดที่ฉุดคะแนนชัดเจนคือการเข้าถึงภาษาอังกฤษและหลักนิติธรรม ดัชนีเดียวกันยังจัดให้ไทยเป็นอันดับ 3 ของโลกสำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนทั้งสองกลุ่ม ด้านรัฐบาลไทยโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะใช้ผลการจัดอันดับนี้ต่อยอดดึงชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อให้พำนักในไทยนานขึ้น


สรุปข่าว

ประเทศน่าเกษียณ ปี 2026 ไทยติดอันดับ 4 ของโลก จากการจัดอันดับ Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งให้คะแนน 192 ประเทศว่าเหมาะกับการย้ายไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากน้อยเพียงใด ไทยได้คะแนนรวม 74.3 ตามหลังมาเลเซียที่ครองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 75.8 ซึ่งเท่ากับปานามาในอันดับ 2 ส่วนโปรตุเกสอยู่อันดับ 3 ที่ 75.3 คะแนน

ประเทศน่าเกษียณ ปี 2026 ไทยติดอันดับ 4 ของโลก จากการจัดอันดับ Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งให้คะแนน 192 ประเทศว่าเหมาะกับการย้ายไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากน้อยเพียงใด ไทยได้คะแนนรวม 74.3 ตามหลังมาเลเซียที่ครองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 75.8 ซึ่งเท่ากับปานามาในอันดับ 2 ส่วนโปรตุเกสอยู่อันดับ 3 ที่ 75.3 คะแนน

ดัชนีฉบับนี้จัดทำโดย Rumavi บริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐานและอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นตลาดเอเชีย โดยใช้ตัวชี้วัด 24 ตัวใน 4 หมวด ได้แก่ การเงินและภาษี คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการตั้งถิ่นฐาน เมื่อแยกดูรายหมวด ไทยทำคะแนนได้ดีด้านการเงินและภาษีที่ 81 คะแนน จากค่าครองชีพที่ได้ 96.9 คะแนน และหมวดคุณภาพชีวิตที่ 71 คะแนน สูงกว่ามาเลเซียเล็กน้อย 

แต่หมวดความปลอดภัยได้เพียง 58 คะแนน และหมวดการตั้งถิ่นฐานได้ 63 คะแนน ห่างจากมาเลเซีย 12 คะแนน โดยตัวชี้วัดที่ฉุดคะแนนชัดเจนคือการเข้าถึงภาษาอังกฤษและหลักนิติธรรม ดัชนีเดียวกันยังจัดให้ไทยเป็นอันดับ 3 ของโลกสำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนทั้งสองกลุ่ม ด้านรัฐบาลไทยโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะใช้ผลการจัดอันดับนี้ต่อยอดดึงชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อให้พำนักในไทยนานขึ้น


ประเทศที่น่าเกษียณที่สุดในโลกปี 2026 คือที่ไหน

มาเลเซียเป็นประเทศที่เหมาะกับผู้เกษียณมากที่สุดในโลกปี 2026 ตามดัชนี Rumavi Global Relocation Index 2026 ด้วยคะแนน 75.8 เท่ากับปานามา ตามด้วยโปรตุเกส 75.3 ไทย 74.3 และคอสตาริกา 73.5 คะแนน

ในกลุ่มอาเซียน ไทยอยู่อันดับ 2 รองจากมาเลเซีย ตามด้วยฟิลิปปินส์อันดับ 8 ของโลก บรูไนอันดับ 11 และกัมพูชาอันดับ 16 ส่วนสิงคโปร์อยู่อันดับ 27 อินโดนีเซียอันดับ 58 เวียดนามอันดับ 76 ลาวอันดับ 91 และเมียนมาอันดับ 173 ด้วยคะแนน 51.7

ประเทศตะวันตกหลายประเทศได้อันดับค่อนข้างต่ำในกลุ่มผู้เกษียณ เช่น เยอรมนีอันดับ 88 สหราชอาณาจักรอันดับ 108 ฝรั่งเศสอันดับ 123 และสหรัฐอเมริกาอันดับ 152

ไทยได้คะแนนแต่ละหมวดเท่าไร เทียบกับมาเลเซีย

ไทยได้คะแนนหมวดการเงินและภาษี 81 คุณภาพชีวิต 71 ความปลอดภัย 58 และการตั้งถิ่นฐาน 63 ขณะที่มาเลเซียได้ 85, 70, 64 และ 75 ตามลำดับ ไทยจึงชนะมาเลเซียเพียงหมวดเดียวคือคุณภาพชีวิต

ในหมวดการเงิน ไทยได้คะแนนค่าครองชีพ 96.9 และระบบเงินตราและธนาคาร 91.8 ตามข้อมูลหน้าประเทศไทยของ Rumavi ส่วนหมวดคุณภาพชีวิต ตัวชี้วัดคุณภาพการรักษาพยาบาลของไทยได้ 78 คะแนน สูงกว่ามาเลเซียที่ได้ 71 คะแนน และต้นทุนการเข้าถึงการรักษาของไทยได้ 78 คะแนน เช่นกัน

ข้อมูลที่ควรทราบคือ คะแนนหมวดในอินโฟกราฟิกเป็นชุดที่ถ่วงน้ำหนักสำหรับผู้เกษียณ ซึ่งต่างจากคะแนนหมวดแบบทั่วไปที่แสดงบนหน้าประเทศไทยของ Rumavi (79.1, 70.9, 58.0 และ 58.4)

ดัชนี Rumavi วัดอะไร และให้น้ำหนักผู้เกษียณอย่างไร

ดัชนี Rumavi ใช้ตัวชี้วัด 24 ตัว ปรับทุกตัวเป็นคะแนน 0-100 แล้วถ่วงน้ำหนักใหม่ตามกลุ่มผู้ย้ายถิ่น 6 กลุ่ม สำหรับผู้เกษียณ ตัวชี้วัดที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือคุณภาพการรักษาพยาบาล 9.0%

รองลงมาคือภาษีเงินได้จากต่างประเทศ 8.5% ค่าครองชีพ 7.5% ความปลอดภัยในที่สาธารณะ 7.5% และต้นทุนการเข้าถึงการรักษา 7.0% ขณะที่การศึกษาและระบบนิเวศสตาร์ตอัปไม่มีน้ำหนักเลย แหล่งข้อมูลที่ Rumavi ระบุ เช่น ดัชนีความครอบคลุมบริการสุขภาพขององค์การอนามัยโลก รายงานคุณภาพอากาศโลกของ IQAir และดัชนีหลักนิติธรรมของ World Justice Project

ดัชนีนี้มีข้อจำกัดที่ผู้อ่านควรทราบ Rumavi ระบุว่ามีราว 127 ประเทศที่มีข้อมูลครอบคลุมครบถ้วน อีก 65 ประเทศมีระดับความเชื่อมั่นของข้อมูลต่ำกว่า และผู้จัดทำเองระบุว่าดัชนีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจ ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำปรึกษาเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ Rumavi เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การวางแผนเกษียณ และการขอวีซ่า แม้จะระบุว่าอันดับไม่ได้ขายและไม่มีผู้สนับสนุน แต่ยังไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ

จุดอ่อนของไทยในสายตาผู้เกษียณต่างชาติอยู่ตรงไหน

จุดอ่อนหลักของไทยอยู่ที่หมวดความปลอดภัยและการตั้งถิ่นฐาน โดยปัจจัยที่ฉุดคะแนนไม่ใช่อาชญากรรมบนท้องถนนเป็นหลัก แต่เป็นตัวชี้วัดเชิงสถาบันและการเข้าถึงภาษาอังกฤษ

ตัวชี้วัดความปลอดภัยในที่สาธารณะของไทยได้ 63 คะแนน สูงกว่ามาเลเซียที่ได้ 52 คะแนน แต่หมวดความปลอดภัยยังรวมหลักนิติธรรม ซึ่งไทยได้ 50 คะแนน เสถียรภาพทางการเมือง 59 คะแนน (มาเลเซีย 80) ความเสี่ยงความขัดแย้ง 58 คะแนน และสิทธิ์ถือครองทรัพย์สินของชาวต่างชาติ 55 คะแนน (มาเลเซีย 68)

ในหมวดการตั้งถิ่นฐาน ความง่ายในการขอวีซ่าของไทยและมาเลเซียได้เท่ากันที่ 78 คะแนน แต่การเข้าถึงภาษาอังกฤษของไทยได้ 32.8 คะแนน ขณะที่มาเลเซียได้ 74 คะแนน

"คะแนนด้านหลักนิติธรรมและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เป็นเรื่องที่ผู้ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านกฎระเบียบควรพิจารณา" Rumavi ระบุในหน้าข้อมูลประเทศไทย (แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ)

รัฐบาลไทยมองผลการจัดอันดับนี้อย่างไร

รัฐบาลไทยมองว่าผลการจัดอันดับเป็นโอกาสดึงชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อให้พำนักระยะยาว โดยจะเน้นมูลค่าการใช้จ่ายต่อคนและระยะเวลาพำนัก มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว

"เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยวไทย แต่ต้องทำให้คนที่มีศักยภาพอยากอยู่ไทยนานขึ้น และใช้จ่ายในไทยมากขึ้น" ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569

"จุดแข็งของไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ 'เที่ยวดี' แต่คือ 'อยู่ได้ ทำงานได้ และเกษียณได้'" ลลิดา กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า จุดที่รัฐบาลระบุว่าต้องพัฒนาต่อคือภาษาอังกฤษ โอกาสทางธุรกิจ และหลักนิติธรรม ซึ่งจะนำไปเสริมในการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ

ชาวต่างชาติที่อยากเกษียณในไทยต้องใช้วีซ่าอะไร

ชาวต่างชาติที่ต้องการเกษียณในไทยมีเส้นทางหลัก 2 แบบ คือวีซ่า Non-Immigrant O-A สำหรับผู้เกษียณอายุ ซึ่งพำนักได้ครั้งละไม่เกิน 1 ปี และวีซ่า LTR ประเภท Wealthy Pensioner ซึ่งอายุวีซ่ารวม 10 ปี

วีซ่า O-A กำหนดให้ผู้ยื่นมีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีเงินฝากไม่น้อยกว่า 800,000 บาท หรือรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 65,000 บาท และมีประกันสุขภาพคุ้มครองไม่น้อยกว่า 3,000,000 บาท ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ thailand.go.th

ส่วนวีซ่า LTR กลุ่ม Wealthy Pensioner ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กำหนดอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีรายได้ที่ไม่ได้มาจากการทำงานอย่างน้อย 80,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรืออย่างน้อย 40,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีพร้อมลงทุนในไทยเพิ่ม 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวชี้วัดความง่ายในการขอวีซ่าที่ไทยได้ 78 คะแนนสะท้อนว่าเส้นทางวีซ่าเหล่านี้เข้าถึงได้ในสายตาของดัชนี แต่ผู้ที่สนใจควรตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูตไทย หรือ BOI ก่อนยื่นขอ

ประเทศอื่นในเอเชียได้อันดับเท่าไร และแข็งแรงด้านไหน

ประเทศในเอเชียตะวันออกได้คะแนนความปลอดภัยสูงกว่าไทยชัดเจน แต่ภาพรวมอยู่อันดับต่ำกว่า เพราะหมวดอื่นได้คะแนนน้อยกว่า

ญี่ปุ่นได้คะแนนความปลอดภัย 82 สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียในอินโฟกราฟิก แต่หมวดการตั้งถิ่นฐานได้ 49 คะแนน และอยู่อันดับ 35 ของโลก สิงคโปร์ได้ความปลอดภัย 80 คะแนน แต่การเงินและภาษีได้ 70 และคุณภาพชีวิตได้ 61 อยู่อันดับ 27 ไต้หวันอยู่อันดับ 12 และฮ่องกงอันดับ 32

ในอาเซียน กัมพูชาได้คะแนนการเงินและภาษีสูงถึง 83 แต่ความปลอดภัยได้ 51 ขณะที่เมียนมาได้คะแนนความปลอดภัยต่ำที่สุดในอินโฟกราฟิกที่ 31 คะแนน

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Freepik

แท็กบทความ

ประเทศน่าเกษียณเกษียณอายุ
วีซ่าเกษียณ
มาเลเซีย
ชาวต่างชาติในไทย