สรุปปม "สุสานบางคล้า” ขยายผล บ.กาน ชาบาด สู่ปมถือครองที่ดินและข้อสงสัยเรื่อง นอมินี

Share on Line Share on Facebook Share on X
สรุปปม "สุสานบางคล้า” ขยายผล บ.กาน ชาบาด สู่ปมถือครองที่ดินและข้อสงสัยเรื่อง นอมินี

เกิดอะไรขึ้นที่ สุสานบางคล้า จ. ฉะเชิงเทรา ที่วันนี้รัฐบอกว่าไม่สามารถใช้เป็นสุสานได้ ทั้งที่ไม่เกิน 5 ปีก่อน จังหวัดกลับเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เอง

เรื่องนี้ถ้าไม่เป็นประเด็น อาจทำให้สุสานแห่งนี้ เป็นที่ฝังร่างชาวยิว อาจมากถึงพันร่าง ในอนาคตอย่างผิดกฎหมาย

และวันนี้กำลังถูกขยายผลไปถึง ปมครอบครองที่ดินอีกหลายจังหวัดของ บริษัท กาน ชาบาด และข้อสงสัยเรื่อง นอมินี ?

ต้องบอกก่อนว่าสุสานบางคล้า หรือ JEWISH CEMETERY THAILAND ที่บางคล้า ไม่ได้ผิดกฎหมายมาตั้งแต่แรก

ปี 2564 บริษัท กาน ชาบาด จำกัด เจ้าของพื้นที่ ยื่นขอจัดตั้งสุสานกับจังหวัดฉะเชิงเทรา และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี 

หลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างกำแพงและสิ่งปลูกสร้าง แต่ช่วงปี 2566 หลังมีการนำร่างผู้เสียชีวิตเข้ามาฝัง 1 ร่าง ชาวบ้านเริ่มคัดค้านและกังวลเรื่องสุขลักษณะ เพราะพื้นที่อยู่ใกล้ชุมชน พื้นที่เกษตร และ “คลองใหม่” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ ทำให้บริษัทขอต่อใบอนุญาตปลายปี 2566

เจ้าหน้าที่จึงกลับมาตรวจพื้นที่อีกครั้ง และพบว่า สุสานอยู่ห่างถนนสนามช้าง–หนองโสน ไม่ถึง 9 เมตร ขณะที่หลักเกณฑ์กำหนดให้ห่าง ไม่น้อยกว่า 50 เมตร ส่วนกำแพงสุสานอยู่ห่างคลองใหม่ประมาณ 187 เมตร สวนทางข้อกำหนดที่ต้องไม่ต่ำกว่า 400 เมตร 


สรุปข่าว

เกิดอะไรขึ้นที่ สุสานบางคล้า จ. ฉะเชิงเทรา ที่วันนี้รัฐบอกว่าไม่สามารถใช้เป็นสุสานได้ ทั้งที่ไม่เกิน 5 ปีก่อน จังหวัดกลับเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เอง

เกิดอะไรขึ้นที่ สุสานบางคล้า จ. ฉะเชิงเทรา ที่วันนี้รัฐบอกว่าไม่สามารถใช้เป็นสุสานได้ ทั้งที่ไม่เกิน 5 ปีก่อน จังหวัดกลับเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เอง

เรื่องนี้ถ้าไม่เป็นประเด็น อาจทำให้สุสานแห่งนี้ เป็นที่ฝังร่างชาวยิว อาจมากถึงพันร่าง ในอนาคตอย่างผิดกฎหมาย

และวันนี้กำลังถูกขยายผลไปถึง ปมครอบครองที่ดินอีกหลายจังหวัดของ บริษัท กาน ชาบาด และข้อสงสัยเรื่อง นอมินี ?

ต้องบอกก่อนว่าสุสานบางคล้า หรือ JEWISH CEMETERY THAILAND ที่บางคล้า ไม่ได้ผิดกฎหมายมาตั้งแต่แรก

ปี 2564 บริษัท กาน ชาบาด จำกัด เจ้าของพื้นที่ ยื่นขอจัดตั้งสุสานกับจังหวัดฉะเชิงเทรา และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี 

หลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างกำแพงและสิ่งปลูกสร้าง แต่ช่วงปี 2566 หลังมีการนำร่างผู้เสียชีวิตเข้ามาฝัง 1 ร่าง ชาวบ้านเริ่มคัดค้านและกังวลเรื่องสุขลักษณะ เพราะพื้นที่อยู่ใกล้ชุมชน พื้นที่เกษตร และ “คลองใหม่” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ ทำให้บริษัทขอต่อใบอนุญาตปลายปี 2566

เจ้าหน้าที่จึงกลับมาตรวจพื้นที่อีกครั้ง และพบว่า สุสานอยู่ห่างถนนสนามช้าง–หนองโสน ไม่ถึง 9 เมตร ขณะที่หลักเกณฑ์กำหนดให้ห่าง ไม่น้อยกว่า 50 เมตร ส่วนกำแพงสุสานอยู่ห่างคลองใหม่ประมาณ 187 เมตร สวนทางข้อกำหนดที่ต้องไม่ต่ำกว่า 400 เมตร 


ทำให้ต้นปี 67 ทางจังหวัดจึงมีมติ ไม่ต่อใบอนุญาตสุสาน บริษัท กาน ชาบาด ยื่นอุทธรณ์ ก่อนใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองระยอง ซึ่งปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา

เรื่องกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในเดือนกันยายน 2569 หลังมีกระแสข่าวว่า พื้นที่แห่งนี้อาจถูกปรับปรุงเพื่อรองรับการฝังร่างผู้เสียชีวิตถึง 1,200 หลุม ช่วงแรกจังหวัดฉะเชิงเทราชี้แจงว่า สุสานไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต และร่างที่เคยรับแจ้งว่าฝังอยู่ 1 ร่าง ถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว

แต่เรื่องกลับพลิก เมื่อวันที่ 4 กันยายน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าตรวจสอบ กลับพบร่างผู้เสียชีวิตถึง 4 ร่าง ซึ่ง 3 ใน 4 ร่าง พบว่าถูกฝังในช่วงที่สุสานไม่มีใบอนุญาตแล้ว

ก่อนที่ 15 ก.ย. บริษัท กาน ชาบาด ได้ทำการเคลื่อนย้ายทั้ง 4 ร่าง ออกจากสุสานเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับ มหาดไทยมีคำสั่งให้รื้อถอนเต้นท์ ภายใน 30 วัน และ ก.ทรัพย์ฯ ได้เข้าเก็บตัวอย่างน้ำโดยรอบส่งตรวจ เพื่อเช็กว่ามีสารปนเปื้อนหรือไม่

ประเด็นนี้ จึงไม่ได้มีคำถามแค่ว่า ทำไมยังมีการฝังศพหลังใบอนุญาตหมด? แต่ยังมีอีกคำถามสำคัญ คือ ทำไมสถานที่เดียวกันต่างเวลาเพียง 2 ปี กลับไม่ผ่านหลักเกณฑ์เรื่องพื้นที่แล้ว?

นำมาสู่การลุยตรวจสอบจากทางกระทรวงมหาดไทยสั่งจังหวัด ย้อนตรวจทั้งเอกสารและสภาพพื้นที่ ว่าข้อมูลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ และมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 2 ปีนั้น พร้อมกับเริ่มปฏิบัติการลุยปูพรมขยายผลตรวจสอบสุสานและฌาปนสถานทุกศาสนา 1,200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสุสานย่าน เจริญกรุง ที่ฝังร่างชาวอิสราเอลฝังอยู่ประมาณ 49 หลุม 

แม้ว่าพื้นที่สุสานมีการขออนุญาต แต่เจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจต่อว่า พื้นที่ส่วนที่กั้นแยกออกมานั้นอยู่ภายใต้ใบอนุญาตหรือไม่ และขั้นตอนการฝังถูกต้องครบถ้วนแค่ไหน

จาก “สุสาน” ขยายผลมาถึง “ปมถือครองที่ดิน”

เมื่อพบว่า ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้น 3 ราย ของบริษัท กาน ชาบาด เดิมเป็นชาวอิสราเอล แต่ปัจจุบัน ได้รับสัญชาติไทยแล้วทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงกำลังตรวจสอบต่อ ถึงการถือครองที่ดินและทรัพย์สิน ในหลายจังหวัด ว่าชอบด้วยกฏหมายหรือไม่  ทั้ง ฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพื้นที่อื่น เพื่อดูว่า ใครเป็นผู้ถือครองที่แท้จริง และ เป็นไปวัตถุประสงค์ใด 
เข้าข่าย นอมินี หรือไม่? 

มหาดไทย เตรียมเชื่อมข้อมูลกับตำรวจ DSI ปปง. และ ป.ป.ท. เพื่อตรวจทั้งโครงสร้างนิติบุคคล เส้นทางการเงิน และการถือครองทรัพย์สิน ก่อนรวบรวมข้อมูลรายงานนายกรัฐมนตรีต่อไป

สุดท้าย เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ เรื่องสุสานนี้เป็นของใคร แต่ทำให้เราเห็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น
และไม่เกี่ยวข้องกับชาติใดเพียงชาติเดียว นั่นคือ ระบบอนุญาตถือครองที่ดินของไทย ตรวจสอบได้มากแค่ไหนว่า ที่ดินถูกใช้ทำอะไร และ ใครถือครอง  ?

เพราะสุดท้าย หากยังมี ช่องโหว่ในระบบปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ชาติไหน แต่อาจเกิดได้กับคนทุกสัญชาติ หากระบบของเรา รู้ไม่เท่าทันช่องว่างเหล่านี้

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Handout