ทำไมชาว “อิสราเอล” ตัดสินใจย้ายประเทศ ? 3 ปีย้ายถิ่นฐานกว่า 2.7 แสนคน

Share on Line Share on Facebook Share on X

270,000 คน นี่คือตัวเลขการย้ายถิ่นฐานของ “ชาวอิสราเอล” ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า อิสราเอลกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านการย้ายถิ่นฐาน


จากเดิมที่การย้ายออกนอกประเทศมักถูกมองว่าเป็นเรื่องลบ หรือแค่ชั่วคราวสำหรับชาวอิสราเอล เพราะสังคมอิสราเอลมีแนวคิดมาตลอดว่า “อิสราเอล” คือบ้านที่ “ชาวยิว” ทั่วโลกควรเดินทางเข้ามา ไม่ใช่บ้านที่คนของตัวเองเลือกจะเดินออกไป


แต่วันนี้ ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว ทำไมคนของประเทศนี้เองถึงเลือกที่จะจากไป

 

“อิสราเอล” เผชิญคลื่นย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ 


ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เมื่อชาวอิสราเอลจำนวนมากขึ้นเลือกเดินทางออกนอกประเทศ 


ข้อมูลจากสำนักงานสถิติกลางของอิสราเอล ระบุว่า ในปี 2023 มีชาวอิสราเอลเดินทางออกมากกว่า 86,500 คน ตามด้วยประมาณ 91,500 คนในปี 2024 และกว่า 90,000 คนในปี 2025 


นับเป็นตัวเลขที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2010–2019 ซึ่งมีชาวอิสราเอลออกจากประเทศเฉลี่ยประมาณ 60,000 คนต่อปี หรือพูดง่าย ๆ คือ ในช่วง 3 ปีล่าสุด ตัวเลขเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 90,000 คนต่อปี


หมายเหตุ: ตามเกณฑ์ของสำนักงานสถิติกลางอิสราเอล ผู้ที่ถูกนับว่าเป็น “ผู้ย้ายออกจากประเทศ” คือผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่นอกอิสราเอลอย่างน้อย 275 วันภายในหนึ่งปีหลังเดินทางออก


เมื่อเจาะลึกลงไป พบว่า ผู้ที่ย้ายออกจำนวนมากมักเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว คนมีการศึกษาสูง ครอบครัวที่มีรายได้ดี และแรงงานทักษะสูง โดยพวกเขามองว่า อิสราเอลที่อยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่อิสราเอลที่พวกเขารู้จักอีกต่อไป 


กิลาด คาริฟ สมาชิกฝ่ายค้านและประธานคณะกรรมาธิการด้านการย้ายถิ่น และกิจการชาวยิวพลัดถิ่นของรัฐสภาอิสราเอล เตือนว่า อิสราเอลกำลังเผชิญกับ “คลื่นสึนามิของการย้ายถิ่น” ขณะที่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อรับมือกับปัญหานี้

สรุปข่าว

ชาวอิสราเอลกำลังย้ายออกจากประเทศมากขึ้น โดยมีทั้งเรื่องสงคราม ความไม่มั่นคงทางการเมือง ค่าครองชีพ และความกังวลต่ออนาคตของครอบครัว แต่เมื่อพวกเขาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างประเทศมันใช่เรื่องง่าย เพราะบางพื้นที่ก็เกิดกระแสต่อต้านชาวยิว ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การย้ายออกจำนวนมากก็อาจส่งผลต่ออนาคตของอิสราเอลเองด้วย

270,000 คน นี่คือตัวเลขการย้ายถิ่นฐานของ “ชาวอิสราเอล” ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า อิสราเอลกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านการย้ายถิ่นฐาน


จากเดิมที่การย้ายออกนอกประเทศมักถูกมองว่าเป็นเรื่องลบ หรือแค่ชั่วคราวสำหรับชาวอิสราเอล เพราะสังคมอิสราเอลมีแนวคิดมาตลอดว่า “อิสราเอล” คือบ้านที่ “ชาวยิว” ทั่วโลกควรเดินทางเข้ามา ไม่ใช่บ้านที่คนของตัวเองเลือกจะเดินออกไป


แต่วันนี้ ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว ทำไมคนของประเทศนี้เองถึงเลือกที่จะจากไป

 

“อิสราเอล” เผชิญคลื่นย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ 


ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เมื่อชาวอิสราเอลจำนวนมากขึ้นเลือกเดินทางออกนอกประเทศ 


ข้อมูลจากสำนักงานสถิติกลางของอิสราเอล ระบุว่า ในปี 2023 มีชาวอิสราเอลเดินทางออกมากกว่า 86,500 คน ตามด้วยประมาณ 91,500 คนในปี 2024 และกว่า 90,000 คนในปี 2025 


นับเป็นตัวเลขที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2010–2019 ซึ่งมีชาวอิสราเอลออกจากประเทศเฉลี่ยประมาณ 60,000 คนต่อปี หรือพูดง่าย ๆ คือ ในช่วง 3 ปีล่าสุด ตัวเลขเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 90,000 คนต่อปี


หมายเหตุ: ตามเกณฑ์ของสำนักงานสถิติกลางอิสราเอล ผู้ที่ถูกนับว่าเป็น “ผู้ย้ายออกจากประเทศ” คือผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่นอกอิสราเอลอย่างน้อย 275 วันภายในหนึ่งปีหลังเดินทางออก


เมื่อเจาะลึกลงไป พบว่า ผู้ที่ย้ายออกจำนวนมากมักเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว คนมีการศึกษาสูง ครอบครัวที่มีรายได้ดี และแรงงานทักษะสูง โดยพวกเขามองว่า อิสราเอลที่อยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่อิสราเอลที่พวกเขารู้จักอีกต่อไป 


กิลาด คาริฟ สมาชิกฝ่ายค้านและประธานคณะกรรมาธิการด้านการย้ายถิ่น และกิจการชาวยิวพลัดถิ่นของรัฐสภาอิสราเอล เตือนว่า อิสราเอลกำลังเผชิญกับ “คลื่นสึนามิของการย้ายถิ่น” ขณะที่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อรับมือกับปัญหานี้

เพราะอะไร “คนอิสราเอล” ถึงย้ายประเทศ ? 


ในอดีต การออกจากอิสราเอลถูกมองในแง่ลบ เพราะสังคมอิสราเอลมีแนวคิดว่าชาวยิวทั่วโลกควรเข้ามาสร้างชีวิตในอิสราเอลมากกว่าการย้ายออกไป หรือหากจะมีการย้ายถิ่นฐาน ส่วนใหญ่มักเป็นเหตุเกี่ยวข้องในเรื่องของเศรษฐกิจ และในบางช่วง เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น คนเหล่านี้ก็เดินทางกลับประเทศ แต่คลื่นการย้ายออกครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เพราะไม่ได้เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วเพราะอะไรคือแรงผลักสำคัญที่ทำให้ครั้งนี้ชาวอิสราเอลตัดสินใจไปสร้างชีวิตในประเทศอื่น ?


บทความจากสำนักข่าวต่างประเทศมีพูดถึงเหตุผลว่าทำไมชาวอิสราเอลถึงย้ายออกจากประเทศ แบ่งออกเป็นได้ ดังนี้ 


1. ความไม่แน่นอนทางการเมือง 


สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ “เบนจามิน เนทันยาฮู” มีแนวนโยบายที่เอนเอียงไปทางขวามากขึ้น ขณะที่ชาวอิสราเอลที่มีแนวคิดเสรีนิยมบางส่วนมองว่า รัฐบาลกำลังผลักประเทศไปในทิศทางที่อนุรักษนิยมมากขึ้น และเพิ่มบทบาทของศาสนาในสังคม รวมถึงมีความพยายาม ลดทอนกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลของสถาบันอิสระ โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการ 


ความกังวลเหล่านี้นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2023 และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บางคนเริ่มพิจารณาการย้ายออกจากประเทศ


เซร์คิโอ เดลลา แปร์โกลา นักประชากรศาสตร์และนักสถิติชาวอิสราเอล  กล่าวกับ Al Jazeera ว่า การย้ายออกครั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจมีบทบาทมากน้อยเพียงใด แม้บางคนอาจเดินทางออกเพื่อแสวงหาโอกาสทางอาชีพ แต่โดยรวมแล้ว สิ่งที่กำลังงผลักดันให้ผู้คนเดินทางออกจากประเทศ คือ ความรู้สึกถึงความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และกังวลเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองของประเทศ


2. สงครามและความรู้สึกไม่ปลอดภัย 


สำนักข่าว AP รายงานว่า หลังการโจมตีวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ชาวอิสราเอลบางส่วน ไม่รู้สึกว่าประเทศปลอดภัยอีกต่อไป และตัดสินใจย้ายออก โดยยกตัวอย่างครอบครัวที่ออกจากอิสราเอลเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวและอนาคตของลูก ๆ 


นอกจากนี้ ยังชี้ว่าการย้ายออกเพิ่มขึ้นหลังสงคราม และมีทั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและบุคลากรทางการแพทย์อยู่ในกลุ่มที่ออกไปด้วย


3. ค่าครองชีพและอนาคตของครอบครัว


ผลสำรวจของ Israel Democracy Institute พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อคนที่กำลังพิจารณาย้ายออก คือ ค่าครองชีพที่สูงในอิสราเอล และความกังวลว่าอนาคตของลูกหลานอาจไม่ดีพอ


คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในอิสราเอลมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และทำให้การสร้างชีวิตระยะยาวยากขึ้น กอปรกับประเทศอยู่ในภาวะสงครามทำให้พ่อแม่หลายคนต่างตั้งคำถามว่า อิสราเอลจะสามารถเป็นดินแดนที่ให้ลูกพวกเขาอาศัยอยู่ได้จริงไหม 


ที่จริงแล้วความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอิสราเอลเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้มีบางส่วนที่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024


มีชาวอเมริกันบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับทิศทางทางการเมืองของประเทศ เริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ โดยเฉพาะแคนาดา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย


Reuters รายงานว่า หลังการเลือกตั้ง การค้นหาคำว่า “move to Canada” เพิ่มขึ้นถึง 1,270% ขณะที่การค้นหาเกี่ยวกับการย้ายไปนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นเกือบ 2,000% และออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 820% นั่นสะท้อนว่า เมื่อประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจในทิศทางการเมืองประเทศตนเอง ไม่ว่าจะประเทศใดในโลก การมองหาทางออกด้วยการย้ายถิ่นฐานก็เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน 


อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเหตุผลมากมายที่ทำให้ชาวอิสราเอลตัดสินใจย้ายประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความพวกเขาต้องการตัดขาดจากประเทศอย่างถาวร 

“ชาวอิสราเอล” ย้ายไปประเทศไหนบ้าง ?


สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อชาวอิสราเอลตัดสินใจย้ายประเทศจริง ๆ จุดหมายปลายทางที่พวกเขาเลือกไปตั้งต้นชีวิตใหม่นั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ?


ข้อมูลจาก OECD พบว่า ในปี 2023 มีพลเมืองอิสราเอลย้ายไปยังประเทศสมาชิก OECD ประมาณ 11,000 คน เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า โดย สหรัฐฯ เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง คิดเป็น 33% ตามด้วย เยอรมนี 18% และแคนาดา 9%


นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลัก ของชาวอิสราเอลที่ย้ายออก ขณะที่ประเทศในยุโรปก็เป็นอีกทางเลือกสำคัญ แต่เมื่อมองข้อมูลในช่วงหลัง จะพบว่า จุดหมายปลายทางของชาวอิสราเอลกำลังหลากหลายมากขึ้น


ข้อมูลจาก Taub Center ระบุว่า ชาวอิสราเอลที่เกิดในประเทศกำลังย้ายไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะ เยอรมนี ไซปรัส และประเทศในเอเชียตะวันออก ขณะที่สัดส่วนการย้ายไปยังจุดหมายปลายทางดั้งเดิมอย่าง สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักรลดลง


การเปลี่ยนแปลงนี้อาจสะท้อนว่า เหตุผลของการย้ายประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่อง งานหรือรายได้ แต่กำลังเกี่ยวข้องกับการมองหา คุณภาพชีวิตและวิถีชีวิตแบบใหม่มากขึ้น


แล้วสำหรับประเทศไทยมีชาวอิสราเอลย้ายเข้ามาอยู่มากน้อยแค่ไหน ? 


ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือว่า มีชาวอิสราเอลย้ายเข้าอยู่ในไทยถึง 425,000 คน จนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ วันที่ 10 มีนาคม 2026 ระบุว่า มีชาวอิสราเอลอยู่ในประเทศไทยเพียงประมาณ 31,892 คน ซึ่งรวมทั้งนักท่องเที่ยว ผู้พำนัก และกลุ่มอื่น ๆ 

ทำไมบางประเทศเกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอล ?


การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดนสำหรับชาวอิสราเอลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในบางพื้นที่กลับเกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอลตามมาด้วยเช่นกัน โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ชาวอิสราเอลบางส่วนอาจไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และไม่ให้เกียรติกับคนในท้องถิ่น


ยกตัวอย่างกรณีในไทย ในช่วงที่ผ่านมา มีทั้งข้อร้องเรียนและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภูเก็ต เกาะสมุย และปาย จนทางการไทยต้องเพิ่มมาตรการกำกับดูแลพฤติกรรมนักท่องเที่ยว โดยเมื่อเดืนอพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางสถานทูตอิสราเอลเองก็ออกคำแนะนำให้พลเมืองของตนเคารพกฎหมายและวัฒนธรรมไทย


อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านชาวอิสราเอลยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคม 2026 เกิดกรณีพิพาทที่สวนสัตว์ Exotic บนเกาะสมุย หลังเจ้าของอ้างว่าถูกชาวอิสราเอล ข่มขู่และตั้งค่าหัวเพื่อทำร้าย จนนำไปสู่การแจ้งความและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ด้วยการเพิกถอนวีซ่าของชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และสั่งให้ออกจากประเทศไทย 


ขณะเดียวกัน กลุ่มภาคประชาชนในไทยเข้ายื่นหนังสือต่อสถานทูตอิสราเอล เรียกร้องให้ช่วยกำชับนักท่องเที่ยวและผู้พำนักชาวอิสราเอลให้เคารพกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมไทย โดยอ้างถึงข้อร้องเรียนเรื่องการข่มขู่ การคุกคาม และข้อพิพาททางธุรกิจในพื้นที่ท่องเที่ยวบางแห่ง


นอกจากนี้ ศรีลังกาก็เผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน Al Jazeera รายงานว่า การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นำมาซึ่ง ความตึงเครียดบางส่วนกับชุมชนท้องถิ่น ทั้งเรื่องการใช้พื้นที่เล่นเซิร์ฟและความรู้สึกของคนในพื้นที่ต่อสงครามฉนวนกาซา ขณะที่บางพื้นที่มีธุรกิจที่ใช้ภาษาฮีบรูอย่างแพร่หลาย จนเกิดคำถามถึงการปรับตัวและการอยู่ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น


อีกกรณีคือ ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะพื้นที่ คาซอล ในรัฐหิมาจัลประเทศ และบางส่วนของรัฐกัว ซึ่งมีธุรกิจจำนวนมากที่ให้บริการนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล จนคาซอลได้รับฉายาว่า Mini Israel เนื่องจากมีรายงานว่า มีธุรกิจบางแห่งปฏิเสธไม่ให้คนอินเดียเข้าใช้บริการ 


อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยบางส่วนชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลและคนท้องถิ่นในภาพรวมเป็นไปทางบวกมากกว่าเป็นลบ 


ดังนั้น กรณีนี้จึงอาจสะท้อน ปัญหาเฉพาะพื้นที่และพฤติกรรมของคนบางกลุ่ม มากกว่าจะเป็นภาพรวมของชาวอิสราเอลทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ไทยเองก็เคยมีนักท่องเที่ยวไทยไปสร้างปัญหาในต่างแดนจนเป็นข่าวใหญ่มาแล้วหลายครั้ง 


สิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนว่า “ชาวอิสราเอลเป็นปัญหา” แต่เป็นคำถามว่า เมื่อผู้คนจำนวนมากเดินทางข้ามพรมแดน ความแตกต่างทางวัฒนธรรม พฤติกรรมของคนบางกลุ่ม และความขัดแย้งทางการเมือง สามารถสร้างแรงเสียดทานกับสังคมปลายทางได้มากแค่ไหน


การย้ายถิ่นไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของคนที่เดินทางออกไป แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ และศักยภาพของประเทศต้นทางด้วย และนี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดว่า อิสราเอลจะสามารถสร้างเงื่อนไขแบบไหน เพื่อทำให้คนที่กำลังมองหาอนาคตที่อื่น อยากกลับมาสร้างอนาคตที่บ้านเกิดอีกครั้ง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:


ที่มาข้อมูล : Al Jazeera, AP News, The Israel Democracy Institute, Reuters, The Nation, The Print

ที่มารูปภาพ : Reuters, Freepik