เส้นทางหลุดกับดักรายได้ปานกลาง เป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปี คนไทยจะรวยขึ้นจริงไหม ?

ประเทศไทยเตรียมผลักดันให้เราก้าวข้าม กับดักรายได้ปานกลาง เป็นประเทศรายได้สูงทัดเทียมหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่นั่นหมายความว่า รายได้คนไทยจะสูงขึ้นจริงไหม เราจะรวยขึ้นตามเกณฑ์หรือเปล่า
แล้วระยะเวลา 12 ปีนี้ หากเราจะเลื่อนขั้นได้จริง ต้องทำอย่างไรบ้าง ? ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ รัฐบาลไทยได้ประกาศยุทธศาสตร์เป้าหมายระยะยาว ให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูง High Income Country ภายใน 12 ปี คือปี พ.ศ. 2580 ซึ่งหมายความว่าจะพาไทยก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่เราอยู่มายาวนาน 15 ปีแล้ว
แล้วเกณฑ์วัดความมั่งคั่งของแต่ละประเทศนี้มาจากไหน ?
เกณฑ์รายได้นี้ มาจาก การประเมินระดับการพัฒนาในระดับสากล ของธนาคารโลก (World Bank) ที่เลือกใช้ รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) เพื่อสะท้อน "ความสามารถในการใช้จ่ายจริง" ของประชากรได้แม่นยำกว่า โดยรวมรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศและหักรายได้ที่ส่งออกไปนอกประเทศออกไป
โดยเกณฑ์ปัจจุบันของธนาคารโลกนั้น มี 4 ระดับคือ
ประเทศรายได้ต่ำ (Low Income) คือ รายได้ต่ำกว่า 1,175 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 37,500 บาท/ปี ซึ่ง 11% ของโลกอยู่ในเกณฑ์นี้ เช่น อัฟกานิสถาน, เกาหลีเหนือ, เอธิโอเปีย, ซูดาน เป็นต้น
ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-middle Income) คือ 1,176–4,635 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 37,500 – 147,500 บาท/ปี มีประเทศอย่าง อินเดีย, กัมพูชา, เมียนมา, เวเนซุเอลา เป็นต้น ที่อยู่ในเกณฑ์นี้
รายได้ปานกลางระดับบน (Upper-middle Income) คือ 4,636–14,375 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 147,500 – 457,000 บาท/ปี มีประเทศอย่าง ไทย จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย บราซิล เป็นต้น
และรายได้สูง (High Income) ที่ไทยพยายามจะไปให้ถึง คือ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 457,000 บาท/ปี ซึ่งประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศในกลุ่ม OECD อย่าง สหรัฐฯ, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2530 ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม รายได้ปานกลางระดับล่าง และอยู่ในกลุ่มนี้ยาวนานถึง 24 ปี ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็น รายได้ปานกลางระดับบนในปี 2554 และอยู่ในกลุ่มนี้มาถึง 15 ปีแล้ว ทำให้เรามักถูกเรียกว่า ติดกับรายได้ปานกลาง โดยสถานะปัจจุบัน ไทยมีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 8,677.7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 285,000 บาทต่อปี ซึ่งหากจะขยับตามเป้าที่ตั้งไว้ ต้องทำให้ GNI ให้เพิ่มได้อีกเกือบเท่าตัว
ซึ่งรัฐบาลก็วางแผนปรับโครงสร้างผ่าน "4 เครื่องยนต์หลัก" ได้แก่
การลงทุนใหม่ (New Investment Engine): มุ่งเน้นอุตสาหกรรม AI, คลาวด์เซอร์วิส และยานยนต์สมัยใหม่ โดยตั้งเป้าดันสัดส่วนการลงทุนในประเทศให้ถึง 30% ของ GDP
การค้าและบริการมูลค่าสูง (High-Value Trade & Services): ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Hub) และศูนย์กลางอาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่เน้นมูลค่าเพิ่มแทนปริมาณ
ทุนมนุษย์ (Human Capital): ปฏิรูปทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์) ขนานใหญ่เพื่อสร้างแรงงานที่พร้อมรองรับงานทักษะสูงและลดปัญหา "สมองไหล"
ประสิทธิภาพภาครัฐ (Public Sector Efficiency): เปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และระบบ e-Licensing เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและเพิ่มความเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
และเมื่อพูดถึงเศรษฐกิจไทย เรามักพูดคำว่า กับดักรายได้ปานกลาง หรือความหมายที่ว่าไทยติดอยู่ในสถานะนี้ ไม่สามารถปรับ หรือเลื่อนขั้นได้ แต่
สรุปข่าว
ประเทศไทยเตรียมผลักดันให้เราก้าวข้าม กับดักรายได้ปานกลาง เป็นประเทศรายได้สูงทัดเทียมหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่นั่นหมายความว่า รายได้คนไทยจะสูงขึ้นจริงไหม เราจะรวยขึ้นตามเกณฑ์หรือเปล่า
แล้วระยะเวลา 12 ปีนี้ หากเราจะเลื่อนขั้นได้จริง ต้องทำอย่างไรบ้าง ? ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ รัฐบาลไทยได้ประกาศยุทธศาสตร์เป้าหมายระยะยาว ให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูง High Income Country ภายใน 12 ปี คือปี พ.ศ. 2580 ซึ่งหมายความว่าจะพาไทยก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่เราอยู่มายาวนาน 15 ปีแล้ว
แล้วเกณฑ์วัดความมั่งคั่งของแต่ละประเทศนี้มาจากไหน ?
เกณฑ์รายได้นี้ มาจาก การประเมินระดับการพัฒนาในระดับสากล ของธนาคารโลก (World Bank) ที่เลือกใช้ รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) เพื่อสะท้อน "ความสามารถในการใช้จ่ายจริง" ของประชากรได้แม่นยำกว่า โดยรวมรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศและหักรายได้ที่ส่งออกไปนอกประเทศออกไป
โดยเกณฑ์ปัจจุบันของธนาคารโลกนั้น มี 4 ระดับคือ
ประเทศรายได้ต่ำ (Low Income) คือ รายได้ต่ำกว่า 1,175 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 37,500 บาท/ปี ซึ่ง 11% ของโลกอยู่ในเกณฑ์นี้ เช่น อัฟกานิสถาน, เกาหลีเหนือ, เอธิโอเปีย, ซูดาน เป็นต้น
ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-middle Income) คือ 1,176–4,635 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 37,500 – 147,500 บาท/ปี มีประเทศอย่าง อินเดีย, กัมพูชา, เมียนมา, เวเนซุเอลา เป็นต้น ที่อยู่ในเกณฑ์นี้
รายได้ปานกลางระดับบน (Upper-middle Income) คือ 4,636–14,375 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 147,500 – 457,000 บาท/ปี มีประเทศอย่าง ไทย จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย บราซิล เป็นต้น
และรายได้สูง (High Income) ที่ไทยพยายามจะไปให้ถึง คือ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 457,000 บาท/ปี ซึ่งประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศในกลุ่ม OECD อย่าง สหรัฐฯ, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2530 ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม รายได้ปานกลางระดับล่าง และอยู่ในกลุ่มนี้ยาวนานถึง 24 ปี ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็น รายได้ปานกลางระดับบนในปี 2554 และอยู่ในกลุ่มนี้มาถึง 15 ปีแล้ว ทำให้เรามักถูกเรียกว่า ติดกับรายได้ปานกลาง โดยสถานะปัจจุบัน ไทยมีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 8,677.7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 285,000 บาทต่อปี ซึ่งหากจะขยับตามเป้าที่ตั้งไว้ ต้องทำให้ GNI ให้เพิ่มได้อีกเกือบเท่าตัว
ซึ่งรัฐบาลก็วางแผนปรับโครงสร้างผ่าน "4 เครื่องยนต์หลัก" ได้แก่
การลงทุนใหม่ (New Investment Engine): มุ่งเน้นอุตสาหกรรม AI, คลาวด์เซอร์วิส และยานยนต์สมัยใหม่ โดยตั้งเป้าดันสัดส่วนการลงทุนในประเทศให้ถึง 30% ของ GDP
การค้าและบริการมูลค่าสูง (High-Value Trade & Services): ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Hub) และศูนย์กลางอาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่เน้นมูลค่าเพิ่มแทนปริมาณ
ทุนมนุษย์ (Human Capital): ปฏิรูปทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์) ขนานใหญ่เพื่อสร้างแรงงานที่พร้อมรองรับงานทักษะสูงและลดปัญหา "สมองไหล"
ประสิทธิภาพภาครัฐ (Public Sector Efficiency): เปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และระบบ e-Licensing เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและเพิ่มความเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
และเมื่อพูดถึงเศรษฐกิจไทย เรามักพูดคำว่า กับดักรายได้ปานกลาง หรือความหมายที่ว่าไทยติดอยู่ในสถานะนี้ ไม่สามารถปรับ หรือเลื่อนขั้นได้ แต่
ไทยติดกับดักรายได้ปานกลางจริงไหม และ 12 ปีที่วางไว้ จะถึงเป้าได้จริงหรือเปล่า ?
การวิเคราะห์ของ Pietro Masina อาจารย์รัฐศาสตร์ ผู้ศึกษา และเชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเวียดนาม ก็เคยวิเคราะห์ว่า การมองไทยว่า ติดกับดักรายได้ปานกลางอาจเป็นการวินิจฉัยที่ผิดพลาด เพราะในกรณีของไทย เพราะตามประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ผลิตภาพมักจะชะลอตัวเมื่อเข้าใกล้ "จุดสูงสุดของเทคโนโลยี" (Technological Frontier) เหมือนเกาหลีใต้หรือไต้หวัน แต่ปัญหาของไทยเกิดขึ้นทั้งที่ยังอยู่ห่างไกลจากจุดนั้นมาก
ปัญหาที่แท้จริงคือ "โมเดลพัฒนาที่ติดเพดานตนเอง" (Self-imposed Ceiling) ซึ่งเป็นผลจากการพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) และการรับจ้างผลิต (OEM) มูลค่าต่ำมานานเกินไป ภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chains) ที่บริษัทข้ามชาติกักเก็บเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ และจำกัดการถ่ายโอนความรู้สู่บริษัทในประเทศ
ส่งผลให้เกิดโครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนล้า (Structural Exhaustion) สะท้อนจากอัตราการเติบโตของ Real GDP ที่โตเฉลี่ยเพียง 1.5% ต่ำสุดในประเทศเศรษฐกิจใหญ่ 5 อันดับของอาเซียน
ทั้งรายงาน "Building Thailand’s Future Today" ล่าสุดของธนาคารโลก ก็พูดถึงเป้าหมายของไทยในการขยับเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปีว่า เป็นไปได้ แต่ไทยต้องยกระดับการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงให้ได้เฉลี่ย 5.4% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป
แต่ในความเป็นจริงนั้น ค่าเฉลี่ยที่ไทยทำได้จริงในช่วงปี 2021-2024 อยู่ที่ 2.2% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งหากโตด้วยอัตรานี้ แผน 12 ปีของไทย อาจจะต้องยืดขยายออกไป ช้ากว่าเดิม 2 ทศวรรษ หรือ คือ 30 ปี และนั่นแปลว่าเราจะอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางยาวนานถึง 45 ปีด้วยกัน
ที่ผ่านมา World Development Report 2024 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1990 มีเพียง 34 ประเทศเท่านั้นที่ข้ามสู่ High Income ได้สำเร็จ เพื่อก้าวข้ามเพดานผลิตภาพ
ซึ่งรายงานของ World Bank ชี้ว่าไทยจำเป็นต้องทำตามคำแนะนำเชิงนโยบายอย่าง เปลี่ยนจากการเป็นประเทศฐานประกอบ เป็นผู้สร้างระบบนวัตกรรมการเรียนรู้เทคโนโลยีเอง, ลงทุนใน STEM, ขับเคลื่อระเบียงเศรษฐกิจ เชื่อมโยงบริษัทข้ามชาติกับ SMEs ไทยและท้องถิ่น รวมถึงแข่งขันกับเพื่อนบ้าน ที่ดูเร่งเครื่องมาไม่ว่าจะฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม
แต่หากไทยเป็นประเทศรายได้สูง แปลว่าคนไทยจะรวยขึ้นไปด้วยไหม หรือความเหลื่อมล้ำที่มี จะยิ่งสูงกว่าเดิมกัน ?
รายงานของธนาคารโลก ยังระบุเรื่องนึงที่ชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการลดความยากจนในอดีต แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจขยายตัวเพียงร้อยละ 2–3 ต่อปี เนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวเชิงโครงสร้าง โดยผู้มีรายได้สูงสุดร้อยละ 10 ของประเทศถือครองรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมทั้งหมด
ขณะที่ภาคธุรกิจมีบริษัทขนาดใหญ่เพียงร้อยละ 1 ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและยอดขายมากกว่าครึ่งหนึ่งของระบบ ด้านทุนมนุษย์ ยังพบว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ประมาณ 2 ใน 3 มีทักษะการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐาน และประมาณ 3 ใน 4 มีทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ สอดคล้องกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เด็กจากครอบครัวต่างฐานะมีความรู้ห่างกันถึงประมาณ 2 ปีการศึกษา นอกจากนี้ แรงงานมากกว่าร้อยละ 60 ยังคงอยู่นอกระบบที่มีผลิตภาพต่ำ ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ร่วมกับข้อจำกัดด้านธรรมาภิบาล ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายทางการเมือง และความกระจัดกระจายของหน่วยงานรัฐ
ดังนั้นหากไทยทำได้ถึงเป้าเป็นประเทศรายได้สูง รายได้ประชาชาติต่อหัวจะเพิ่มขึ้น แต่หากการเติบโตยังเป็นแบบที่ประโยชน์จะกระจุกตัวเฉพาะกลุ่มทุนใหญ่ที่ถือครองทุน (Capital Income) ในขณะที่ภาคแรงงาน (Labor Income) เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ
ทั้งยังพบความเปราะบางทางเศรษฐกิจในประเทศ ที่มีคนจนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 19.15 ล้านคน และมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงถึง 86.7% ต่อ GDP ทั้งจากรายงานของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ยังประเมินว่าสถานการณ์ความยากจนของคนไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ครัวเรือนไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากขึ้น ครัวเรือนรายได้น้อย และปานกลางมีรายได้ลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น รวมถึงเรายังมีปัญหา "แก่ก่อนรวย": สังคมสูงวัย (Aging Society) เป็นอุปสรรคสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ
การเป็นประเทศรายได้สูงต้องไม่ใช่เพียงการทำตัวเลข "ค่าเฉลี่ย" (Mean) ให้ดูดี แต่ต้องมีการกระจาย (Distribution) ที่เป็นธรรม ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนรู้สึก "รวยขึ้นจริง" ผ่านทั้งสวัสดิการ และค่าครองชีพถ้วนหน้า, ที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ และการขยับสถานะทางสังคม เข้าถึงการศึกษา
- "ธนาคารโลก"ชี้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงไม่ไกลเกินเอื้อม
- ธนาคารโลกหนุนไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2034
- ไทยผงาดเบอร์ 2 อาเซียน! "ธนาคารโลก" ชี้ GNI ปี 68 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์
- เศรษฐกิจไทยยังแกร่ง! ดัชนี GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ธนาคารโลก ยุติปล่อยกู้จีนปี 2574 สะท้อนสถานะเศรษฐกิจแกร่ง
ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Envato
