5 อุตฯ เร่งดัน “ไทย” สู่ "ประเทศรายได้สูง"

Share on Line Share on Facebook Share on X

ธนาคารโลก (World Bank) เพิ่งเปิดตัวรายงานชื่อ Building Thailand’s Future Today ที่นำเสนอแนวทางสำหรับไทยเพื่อขยับไปสู่ประเทศ “รายได้สูง” (high income) จากปัจจุบันที่อยู่ในกลุ่ม “รายได้ปานกลางระดับสูง” (upper middle income) โดยไทยนับว่าพัฒนามาไกลเมื่อเทียบกับเมื่อปี 1991 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ครั้งแรก ขณะนั้นไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมและอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower middle income) ตัวเลข GDP ต่อคนต่อปี หรือ GDP per capita อยู่ที่เพียง 2,811 ดอลลาร์ (เมื่อคำนวณตามค่าเงินปี 2015) ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่ราว 6,574 ดอลลาร์ และในสมัยนั้นประชากรเกือบ 2 ใน 3 ยังทำงานในภาคการเกษตรของพื้นที่ชนบท และร้อยละ 41 ของประชากรมีฐานะอยู่ใต้เส้นความยากจนที่กำหนดรายได้ที่ 4.2 ดอลลาร์ต่อวัน 


ขณะที่ 35 ปีต่อมา ไทยสามารถขจัดความยากจนในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ 4.2 ดอลลาร์ได้เกือบหมดแล้ว อานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โครงการสวัสดิการสังคมและการลงทุนด้านทุนมนุษย์ รวมทั้งสร้างงานในระบบ (formal job) ที่มีค่าจ้างหรือเงินเดือนจำนวนมากราว 10.7 ล้านตำแหน่ง ในระหว่างปี 1991-2025 ทั้งในภาคการผลิตและบริการ ประกอบกับการพัฒนาการศึกษาอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการขยายตัวของเมือง เนื่องจากแรงงานย้ายจากภาคเกษตรในชนบทไปสู่งานที่มีค่าจ้างสูงกว่าในเขตเมือง กรุงเทพฯ มีประชากรเพิ่มขึ้นจาก 5 ล้านคน ในปี 1991 อยู่ที่เกือบ 18 ล้านคนในปัจจุบัน และสัดส่วนการจ้างงานในภาคเกษตรลดลงครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 56 ในปี 1991 เหลือร้อยละ 29 ในปัจจุบัน ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7 ปี


เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไทยในช่วงกว่า 3 ทศวรรษยังได้รับแรงหนุนจากการบูรณาการระดับโลก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูง และเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาค ประกอบกับการมุ่งเน้นส่งออกก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและการสร้างงาน ความพยายามดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลดอุปสรรคทางการค้าในช่วงทศวรรษ 1980-1990 นำไปสู่การลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม การสร้างงานในระบบ และการส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากที่มีสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 37 ในปี 1991 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว อยู่ที่ร้อยละ 70 ในปี 2024 ขณะเดียวกัน การเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตรถยนต์จนได้ฉายา “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณสุข การพัฒนาด้านดิจิทัล ระบบชำระเงินพร้อมเพย์ ก็มีส่วนขับเคลื่อนประเทศอย่างมาก


สรุปข่าว

เจาะลึกรายงานธนาคารโลก แนะไทยเร่งยกระดับศักยภาพ เร่งสปีดเศรษฐกิจให้เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ขยับสู่ “ประเทศรายได้สูง” ภายใน 11 ปี ไม่อย่างนั้นอาจใช้เวลานานถึง 30 ปี พร้อมเสนอให้โฟกัส 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งการผลิตขั้นสูง ท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ธนาคารโลก (World Bank) เพิ่งเปิดตัวรายงานชื่อ Building Thailand’s Future Today ที่นำเสนอแนวทางสำหรับไทยเพื่อขยับไปสู่ประเทศ “รายได้สูง” (high income) จากปัจจุบันที่อยู่ในกลุ่ม “รายได้ปานกลางระดับสูง” (upper middle income) โดยไทยนับว่าพัฒนามาไกลเมื่อเทียบกับเมื่อปี 1991 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ครั้งแรก ขณะนั้นไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมและอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower middle income) ตัวเลข GDP ต่อคนต่อปี หรือ GDP per capita อยู่ที่เพียง 2,811 ดอลลาร์ (เมื่อคำนวณตามค่าเงินปี 2015) ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่ราว 6,574 ดอลลาร์ และในสมัยนั้นประชากรเกือบ 2 ใน 3 ยังทำงานในภาคการเกษตรของพื้นที่ชนบท และร้อยละ 41 ของประชากรมีฐานะอยู่ใต้เส้นความยากจนที่กำหนดรายได้ที่ 4.2 ดอลลาร์ต่อวัน 


ขณะที่ 35 ปีต่อมา ไทยสามารถขจัดความยากจนในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ 4.2 ดอลลาร์ได้เกือบหมดแล้ว อานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โครงการสวัสดิการสังคมและการลงทุนด้านทุนมนุษย์ รวมทั้งสร้างงานในระบบ (formal job) ที่มีค่าจ้างหรือเงินเดือนจำนวนมากราว 10.7 ล้านตำแหน่ง ในระหว่างปี 1991-2025 ทั้งในภาคการผลิตและบริการ ประกอบกับการพัฒนาการศึกษาอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการขยายตัวของเมือง เนื่องจากแรงงานย้ายจากภาคเกษตรในชนบทไปสู่งานที่มีค่าจ้างสูงกว่าในเขตเมือง กรุงเทพฯ มีประชากรเพิ่มขึ้นจาก 5 ล้านคน ในปี 1991 อยู่ที่เกือบ 18 ล้านคนในปัจจุบัน และสัดส่วนการจ้างงานในภาคเกษตรลดลงครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 56 ในปี 1991 เหลือร้อยละ 29 ในปัจจุบัน ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7 ปี


เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไทยในช่วงกว่า 3 ทศวรรษยังได้รับแรงหนุนจากการบูรณาการระดับโลก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูง และเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาค ประกอบกับการมุ่งเน้นส่งออกก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและการสร้างงาน ความพยายามดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลดอุปสรรคทางการค้าในช่วงทศวรรษ 1980-1990 นำไปสู่การลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม การสร้างงานในระบบ และการส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากที่มีสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 37 ในปี 1991 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว อยู่ที่ร้อยละ 70 ในปี 2024 ขณะเดียวกัน การเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตรถยนต์จนได้ฉายา “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณสุข การพัฒนาด้านดิจิทัล ระบบชำระเงินพร้อมเพย์ ก็มีส่วนขับเคลื่อนประเทศอย่างมาก


แต่ความก้าวหน้าในการพัฒนาของไทยกลับชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยระหว่างปี 1991-1996 การเติบโตของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 8 ต่อปี สร้างงานในระบบได้เกือบ 870,000 ตำแหน่งต่อปี อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของการเติบโตที่สูงมาจากการลงทุนที่เน้นก่อหนี้ ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลที่นำไปสู่วิกฤตการเงินในเอเชีย เศรษฐกิจของไทยหดตัวอย่างรุนแรง ก่อนจะใช้เวลาฟื้นตัวอย่างยาวนาน โดยช่วงทศวรรษหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงเหลือเฉลี่ยร้อยละ 4.8 การสร้างงานในระบบลดลงเหลือ 490,000 ตำแหน่งต่อปี ขณะที่หลังจากนั้น เศรษฐกิจไทยเริ่มโตตามหลังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค การฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดก็ล่าช้า ระหว่างปี 2021-2024 GDP ของไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.2 ซึ่งหมายความว่าหลังจากไทยค่อย ๆ เข้าใกล้เกณฑ์ประเทศรายได้สูง ก็กลายเป็นถอยห่างออกมาตั้งแต่ปี 2019 รวมถึงการสร้างงานก็หยุดชะงัก


เมื่อเวลาผ่านไป เส้นทางการเติบโตระหว่างไทยกับประเทศดาวเด่นอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น ทั้งที่หากไทยมีการเติบโตในลักษณะเดียวกับ “มาเลเซีย” ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นจากระดับ GDP per capita ที่เทียบตามอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity-PPP) GDP per capita ของไทยจะสูงกว่าปัจจุบันประมาณร้อยละ 55 หรือหากเทียบกับ “เกาหลีใต้” หรือ “ไต้หวัน” หรือ “จีน” GDP per capita ของไทยจะสูงกว่าปัจจุบัน 2 เท่า ขณะเดียวกัน หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การลงทุนส่วนใหญ่ในไทยไม่ได้เน้นเพิ่มกำลังการผลิต แค่รักษาระดับเดิมไว้เท่านั้น


นอกจากนี้ การพัฒนาของไทยที่ชะลอตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายมากขึ้นหลังเกิดวิกฤตการเงินโลก เนื่องจากการค้าโลกและห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ชะลอตัว ทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกหลัก ๆ ของไทยลดลง ขณะเดียวกัน ไทยก็เผชิญการแข่งขันจากจีนในด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งไทยแข่งขันได้ยากขึ้นเพราะค่าแรงเพิ่มขึ้น ต่างจากเวียดนามที่ค่าแรงต่ำกว่า อีกทั้งไทยยังเผชิญวิกฤตต่าง ๆ อาทิ น้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 วิกฤตสภาพภูมิอากาศ สงครามการค้า มาตรการกำแพงภาษี วิกฤตโควิด และวิกฤตพลังงานโลก รวมถึงไทยยังเผชิญปัญหาประชากร “แก่ก่อนรวย” หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูง ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ


อย่างไรก็ตาม ไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป ซึ่งรวมถึงการบรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 การลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา การเพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2028 ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องมีพิมพ์เขียวใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างงานเพิ่ม 


รายงานระบุว่า การจะขยับสถานะสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 หรือในอีก 11 ปีข้างหน้า ไทยจะต้องมีการเติบโตของ GDP per capita อยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 5.4 แต่หากไทยยังคงมีการเติบโตที่ระดับร้อยละ 2.2 ตามค่าเฉลี่ยหลังวิกฤตโควิด การจะบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูงจะเกิดขึ้นได้ในปี 2056 หรือจะต้องใช้เวลาอีก 30 ปีจึงจะเกิดขึ้น โดยไทยจำเป็นต้องยกระดับอุตสาหกรรมหลัก ๆ ผ่านนโยบายที่เน้นเพิ่มขีดความสามารถมากขึ้น ทั้งทักษะ ความรู้ การนำแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ และการบูรณาการในระดับโลก

ไทยจะต้องพร้อมรับกับ “เมกะเทรนด์” 3 ด้านที่จะมีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และ 3.ภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป


ในส่วนของ AI ไทยจะต้องคว้าโอกาสในด้านนี้ ปัจจุบัน AI กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งภาคบริการและภาคการผลิตทั่วโลก ไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากความเฟื่องฟูของฮาร์ดแวร์ AI โดยฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของไทยกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญในยุค AI แม้ไทยจะดึงดูดการลงทุนเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งสะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แม้จะมีข้อดี แต่ก็มาพร้อมกับความต้องการทรัพยากรที่สูง และเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบภายในประเทศ 


ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะมีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนาของไทยมากขึ้น ประเมินว่า ใน 10 ปีข้างหน้า ไทยจะเผชิญกับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น จึงจำเป็นต้องรับมือในเรื่องนี้ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ปล่อยคาร์บอนต่ำและเพิ่มการดูดซับคาร์บอน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เนื่องจากไทยเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามที่เกิดขึ้น 


และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลก รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ส่งผลให้การขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายมากขึ้น ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าและตลาดที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมกับมีข้อตกลงทางการค้าที่กว้างขวางและร่วมมือเชิงลึกยิ่งขึ้น 


รายงานของธนาคารโลกเสนอแนะให้ไทยเน้นความสำคัญกับอุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต 5 ด้าน ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 9 ของ GDP ในปี 2024 การผลิตขั้นสูงมีความสำคัญเพราะมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพและการสร้างงานที่มีทักษะสูง อาทิ รถ EV, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ AI 2.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 13 ของ GDP 3.อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อาทิ ฟินเทค, AI มีสัดส่วนราวร้อยละ 13 ของ GDP 4.อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 31 ของ GDP และ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีสัดส่วนราวร้อยละ 5 ของ GDP  

ที่มาข้อมูล : World Bank Building Thailand’s Future Today

ที่มารูปภาพ : TNN