ทำไมไทยเป็นถังขยะโลก ? หลังพบการลักลอบขยะสิ่งแวดล้อม เข้ามาทิ้งในไทยหลายพันตัน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทำไมไทยเป็นถังขยะโลก ? หลังพบการลักลอบขยะสิ่งแวดล้อม เข้ามาทิ้งในไทยหลายพันตัน

ตรวจคอนเทนเนอร์ 9 ตู้ เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 6 ตู้ลักลอบนำเข้า ไม่นับรวมเดือน 11 เดือนที่ผ่านมา ไทยเจอคดีทิ้งขยะสิ่งแวดล้อมอีกเกือบ 200 คดี 

นี่นำมาสู่คำถามว่า ไทยกลายเป็นถังขยะของโลกหรือเปล่า ? ทำไมไทยเป็นจุดหมายของขยะเหล่านี้ และช่องโหว่คืออะไร ทำให้เราไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ปฏิบัติการตรวจสอบตู้สินค้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง 

เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เจ้าหน้าที่พบตู้สินค้าปะปนเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายถึง 6 ตู้ จาก 9 ตู้ที่เปิดตรวจนอกจากนี้ เบื้องต้นพบข้อมูลบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยตรวจเจอ แต่หากดูสถิติการปราบปรามของกรมศุลกากรในรอบ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569) จะพบว่า มีการจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านสิ่งแวดล้อมรวม 187 คดี ตรวจยึดของกลางน้ำหนักรวมกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม (9,670 ตัน) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 234.4 ล้านบาท โดยของกลางนั้นได้แก่

  • ของเสียอันตราย: มีการจับกุมรวม 98 คดี ปริมาณของกลาง 6,675,279 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 170.56 ล้านบาท

  • ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste): มีการจับกุมรวม 56 คดี ปริมาณของกลาง 2,618,531 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 28.69 ล้านบาท

  • สินค้าตามอนุสัญญา CITES: มีการจับกุมรวม 18 คดี ปริมาณของกลาง 2,765 ชิ้นหรือตัว คิดเป็นมูลค่า 31.07 ล้านบาท

  • เศษพลาสติก: มีการจับกุมรวม 15 คดี ปริมาณของกลาง 369,164 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 3.86 ล้านบาท

หน่วยงานในสหรัฐอเมริกาได้ส่งข้อมูลเตือนภัยตู้สินค้าต้องสงสัยซุกซ่อนขยะพิษมุ่งหน้ามาไทยมากกว่า 800 ตู้ โดยขอให้ทางการไทยอายัดไว้ตรวจสอบประมาณ 150–180 ตู้ สอดคล้องกับรายงาน "Brokers of Shame: The New Tsunami of American e-Waste Exports to Asia" โดยองค์กร Basel Action Network (BAN) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งระบุว่าบริษัทนายหน้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐฯ 10 ราย ส่งออก E-waste ไปยังเอเชียมากกว่า 10,000 ตู้ มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในช่วง ม.ค. 2023 – ก.พ. 2025) โดยอาศัยช่องโหว่ของระบบใบรับรองมาตรฐาน R2v3 ที่หยุดความรับผิดชอบไว้เพียงผู้รับช่วงแรก

รายงานร่วมระหว่างสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้กลายเป็นปลายทางหลักของขยะผิดกฎหมายระดับโลกจากตลาดมืด โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) สถิติในระดับโลกชี้ว่า สหภาพยุโรป (EU) มีส่วนสนับสนุนการค้าขยะพลาสติกข้ามแดนเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนต้องรับนำเข้าขยะโลหะ กระดาษ และพลาสติกมากกว่า 100 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 


สรุปข่าว

ช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมคดีสิ่งแวดล้อมได้ 187 คดี พร้อมตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของเสียอันตราย และเศษพลาสติกลักลอบนำเข้าจากสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น รวมกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม โดยการเปิดตรวจ ณ ท่าเรือแหลมฉบังพบตู้สินค้าลักลอบซุกซ่อนเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกลอุบายสำแดงเอกสารเท็จว่าเป็นเศษโลหะเพื่อหลบเลี่ยงขั้นตอนอนุสัญญาบาเซล อีกทั้งทางการไทยยังได้รับการแจ้งเตือนจากหน่วยงานในสหรัฐฯ และองค์กรสากลให้เฝ้าระวังและขออายัดตู้สินค้าต้องสงสัยซุกซ่อนขยะพิษที่กำลังมุ่งหน้ามายังประเทศไทยอีกหลายร้อยตู้

ตรวจคอนเทนเนอร์ 9 ตู้ เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 6 ตู้ลักลอบนำเข้า ไม่นับรวมเดือน 11 เดือนที่ผ่านมา ไทยเจอคดีทิ้งขยะสิ่งแวดล้อมอีกเกือบ 200 คดี 

นี่นำมาสู่คำถามว่า ไทยกลายเป็นถังขยะของโลกหรือเปล่า ? ทำไมไทยเป็นจุดหมายของขยะเหล่านี้ และช่องโหว่คืออะไร ทำให้เราไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ปฏิบัติการตรวจสอบตู้สินค้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง 

เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เจ้าหน้าที่พบตู้สินค้าปะปนเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายถึง 6 ตู้ จาก 9 ตู้ที่เปิดตรวจนอกจากนี้ เบื้องต้นพบข้อมูลบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยตรวจเจอ แต่หากดูสถิติการปราบปรามของกรมศุลกากรในรอบ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569) จะพบว่า มีการจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านสิ่งแวดล้อมรวม 187 คดี ตรวจยึดของกลางน้ำหนักรวมกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม (9,670 ตัน) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 234.4 ล้านบาท โดยของกลางนั้นได้แก่

  • ของเสียอันตราย: มีการจับกุมรวม 98 คดี ปริมาณของกลาง 6,675,279 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 170.56 ล้านบาท

  • ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste): มีการจับกุมรวม 56 คดี ปริมาณของกลาง 2,618,531 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 28.69 ล้านบาท

  • สินค้าตามอนุสัญญา CITES: มีการจับกุมรวม 18 คดี ปริมาณของกลาง 2,765 ชิ้นหรือตัว คิดเป็นมูลค่า 31.07 ล้านบาท

  • เศษพลาสติก: มีการจับกุมรวม 15 คดี ปริมาณของกลาง 369,164 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 3.86 ล้านบาท

หน่วยงานในสหรัฐอเมริกาได้ส่งข้อมูลเตือนภัยตู้สินค้าต้องสงสัยซุกซ่อนขยะพิษมุ่งหน้ามาไทยมากกว่า 800 ตู้ โดยขอให้ทางการไทยอายัดไว้ตรวจสอบประมาณ 150–180 ตู้ สอดคล้องกับรายงาน "Brokers of Shame: The New Tsunami of American e-Waste Exports to Asia" โดยองค์กร Basel Action Network (BAN) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งระบุว่าบริษัทนายหน้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐฯ 10 ราย ส่งออก E-waste ไปยังเอเชียมากกว่า 10,000 ตู้ มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในช่วง ม.ค. 2023 – ก.พ. 2025) โดยอาศัยช่องโหว่ของระบบใบรับรองมาตรฐาน R2v3 ที่หยุดความรับผิดชอบไว้เพียงผู้รับช่วงแรก

รายงานร่วมระหว่างสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้กลายเป็นปลายทางหลักของขยะผิดกฎหมายระดับโลกจากตลาดมืด โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) สถิติในระดับโลกชี้ว่า สหภาพยุโรป (EU) มีส่วนสนับสนุนการค้าขยะพลาสติกข้ามแดนเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนต้องรับนำเข้าขยะโลหะ กระดาษ และพลาสติกมากกว่า 100 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 


ขบวนการลักลอบขยะเข้าไทย และกฎหมายที่ตามไม่ทัน

การลับลอบทิ้งขยะนี้ ถือว่าทำเป็นขบวนการ โดยพบว่าขยะมักส่งออกจากประเทศต้นทางอย่าง สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ใช้วิธีปลอมแปลงเอกสารและสำแดงพิกัดสินค้าเท็จว่าเป็น "วัสดุใช้แล้ว" หรือ "เศษโลหะ" เพื่อเลี่ยงขั้นตอนตามอนุสัญญาบาเซล เนื่องจากกรมศุลกากรสามารถสุ่มตรวจตู้สินค้าได้เพียงร้อยละ 10 ก่อนส่งไปโรงงานรีไซเคิลเถื่อนประเภท 105 และ 106 พื่อสกัดเอาเฉพาะโลหะมีค่า เช่น ทองคำ และทองแดง ส่งกลับประเทศต้นทาง และขนกากสุดท้าย ย้ายข้ามพื้นที่โดยใช้แก๊งสวมสิทธิ์นอมินีคนไทยถือหุ้นบังหน้าและลอบทิ้งในหลายจังหวัดอย่าง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา หรือสระแก้ว

ปัจจัยที่ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายการทิ้งขยะ ก็มีตั้งแต่ คำสั่ง คสช. 4/2559 และพ.ร.บ. EEC 2561 ที่ปลดล็อกกฎหมาย และผังเมือง เปิดทางให้โรงงานประเภท 105 และ 106 แทรกซึมเข้าตั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน ไปถึงกฎหมายของจีนที่ประกาศไม่รับขยพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ทำให้ขยะพิษจากชาติตะวันตกเบนเข็มทะลักเข้าสู่ไทย โดยมีกลุ่มทุนจีนย้ายฐานเข้ามาตั้งโรงงานคัดแยกหลอมแร่ในไทยแล้วทิ้งกากพิษไว้ ไปถึงบทลงโทษไทยที่หละหลวม กฎหมายจำคุกสูงสุดเพียง 2 ปี ปรับหลักหมื่นบาท หรือรอลงอาญา ความเสียหายหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาทแต่บทลงโทษหลักหมื่นบาท ทำให้ผู้ประกอบการมองว่าคุ้มค่าที่จะลักลอบทิ้ง

ซึ่งล่าสุด สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย้ำว่า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวทาง สกัดก่อนเข้า–ตรวจให้ถึงต้นตอ–ขยายผลทั้งขบวนการ–เอาผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยต้องไม่เป็นที่ทิ้งขยะของโลก

โดย รมต.ทรัพยากรธรรมชาติ จะเสนอนายกรัฐมนตรีและหารือกับ ปปง. บรรจุความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากพิษให้เป็น ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อเปิดทางยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด (คาดใช้เวลาขับเคลื่อน 3–5 เดือน) รวมถึงจะเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐและท้องถิ่นตามมาตรา 157หากพบเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารท้องถิ่นปล่อยปละละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 

และบังคับใช้มาตรการตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 พักใช้ใบอนุญาต และเพิกถอนสิทธิ์การนำกากเข้าโรงงานทันทีที่พบการฝ่าฝืน แต่ก็ต้องติดตามกันว่า ขยะจะหายไป หรือเราจะยังคงดักได้หลังเข้าไทยมาแล้ว

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

แท็กบทความ

ขยะสิ่งแวดล้อม
ขยะอิเล็กทรอนิกส์
ลักลอบทิ้งขยะ
ขนขยะ
สิ่งแวดล้อม