
ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโลกธรรมชาติได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา อาจทำให้การประเมินขนาดที่แท้จริงของการสูญพันธุ์ยังต่ำกว่าความเป็นจริง
รายงาน State of the World's Plants and Fungi 2026 ของสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 400 คนจาก 40 ประเทศ ระบุว่า AI และการแปลงข้อมูลตัวอย่างพืชและเชื้อราเป็นระบบดิจิทัล ช่วยให้นักวิจัยสามารถระบุชนิดพันธุ์ วิเคราะห์ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ และติดตามผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปข่าว
ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโลกธรรมชาติได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา อาจทำให้การประเมินขนาดที่แท้จริงของการสูญพันธุ์ยังต่ำกว่าความเป็นจริง
รายงาน State of the World's Plants and Fungi 2026 ของสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 400 คนจาก 40 ประเทศ ระบุว่า AI และการแปลงข้อมูลตัวอย่างพืชและเชื้อราเป็นระบบดิจิทัล ช่วยให้นักวิจัยสามารถระบุชนิดพันธุ์ วิเคราะห์ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ และติดตามผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ศาสตราจารย์อเล็กซองดร์ อันโตเนลลี ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Kew กล่าวว่า ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ต้องพึ่งพาตัวอย่างพืชจริงที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดพฤกษศาสตร์ แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้จากทุกมุมโลกผ่านระบบออนไลน์ ช่วยเร่งการศึกษาชนิดพันธุ์และการวางแผนอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม รายงานพบว่าปัจจุบันมีพืชเกือบ 29,750 ชนิด และเชื้อรา 411 ชนิด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงส่วนเล็กของความจริง เนื่องจากมีการประเมินสถานะเพียง 18% ของพืชที่รู้จักทั้งหมด และเพียง 0.6% ของเชื้อราที่ค้นพบแล้ว ขณะที่ยังมีพืชมากกว่า 100,000 ชนิด และเชื้อรากว่า 2 ล้านชนิด ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ตัวอย่างพรรณไม้ดิจิทัลกว่า 8 ล้านชิ้นด้วย AI ยังพบว่า ช่วงเวลาการออกดอกของพืชทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปเฉลี่ย 2.5 วันต่อทศวรรษตลอด 100 ปีที่ผ่านมา โดยบางพื้นที่พืชออกดอกเร็วขึ้น ขณะที่บางพื้นที่ออกดอกช้าลง อันเป็นผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับแมลงผสมเกสร เช่น ผึ้งและภมร หากช่วงเวลาการออกดอกไม่สอดคล้องกับวงจรชีวิตของแมลง พืชอาจไม่ได้รับการผสมเกสร ขณะที่แมลงก็อาจขาดแหล่งอาหาร ซึ่งอาจกระทบต่อการอยู่รอดของทั้งสองฝ่ายในระยะยาว
ปัจจุบัน Kew ได้ดำเนินการแปลงข้อมูลตัวอย่างพืชและเชื้อรากว่า 7.4 ล้านชิ้นเป็นดิจิทัลแล้ว แต่ทั่วโลกยังมีตัวอย่างในคลังพฤกษศาสตร์ที่ถูกแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลไม่ถึง 16% โดยช่องว่างข้อมูลยังพบมากในประเทศกำลังพัฒนา
แม้สถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกจะน่าเป็นห่วง แต่นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า AI และเทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งค้นหาชนิดพันธุ์ใหม่ ประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ และช่วยให้ทรัพยากรด้านการอนุรักษ์ถูกนำไปใช้ในพื้นที่ที่จำเป็นมากที่สุด ก่อนที่สิ่งมีชีวิตอีกจำนวนมากจะหายไปจากโลกโดยที่มนุษย์ยังไม่ทันได้รู้จักพวกมัน
- “ปลูกป่า” อาจไม่พอ? ต้นไม้อาจกักคาร์บอนได้น้อยกว่าที่คิด เมื่อโลกร้อนขึ้น ต้นไม้ยิ่งโตยาก
- โลกพร้อมแค่ไหน ? เมื่อ "AI" เดินเกมเร็วกว่าที่มนุษย์จะตามทัน
- “ดร.นพดล” เตือนไทยอย่าตกขบวน AI ชี้โลกแข่งเดือดมา 70 ปีแล้ว
- นักวิจัยเคมบริดจ์พัฒนา วัคซีนออกแบบด้วย AI ครั้งแรกของโลก
- คนไทย 9 ใน 10 รู้จัก AI หนุนรัฐเดินหน้า TH-AI Passport
