คนไทย 9 ใน 10 รู้จัก AI หนุนรัฐเดินหน้า TH-AI Passport

Share on Line Share on Facebook Share on X
คนไทย 9 ใน 10 รู้จัก AI หนุนรัฐเดินหน้า TH-AI Passport

ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ความต้องการ AI ของประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ รวมจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 1,143 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2 – 4 มิถุนายน พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา โดย

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 91.2 เคยได้ยิน ได้ฟัง หรือรู้จัก AI มาก่อน ขณะที่มีเพียงร้อยละ 8.8 ที่ไม่เคยรู้จัก AI มาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของประชาชนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นร่วมสมัยที่ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้แล้วในระดับกว้าง

เมื่อพิจารณาระดับความเข้าใจเกี่ยวกับ AI พบว่า ร้อยละ 39.4 ระบุว่าเข้าใจ AI อย่างดี และร้อยละ 51.8 ระบุว่าพอเข้าใจ รวมแล้วร้อยละ 91.2 มีระดับการรับรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับ AI ในระดับใดระดับหนึ่ง ขณะที่ร้อยละ 8.8 ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จัก AI สะท้อนว่า ประเทศไทยมีฐานการรับรู้เรื่อง AI อยู่แล้ว แต่ยังต้องยกระดับจาก “การรู้จัก” ไปสู่ “การใช้เป็น ใช้ปลอดภัย และใช้เกิดประโยชน์จริง”

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนร้อยละ 30.7 ใช้ AI เป็นประจำ ร้อยละ 41.8 ใช้เป็นบางครั้ง และร้อยละ 27.5 เคยใช้เพียงเล็กน้อยหรือไม่เคยใช้เลย กล่าวได้ว่า ประชาชนร้อยละ 72.5 เคยใช้ AI ในระดับประจำหรือเป็นบางครั้ง ซึ่งสะท้อนการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของสังคมไทย จากการรับรู้ AI ไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพ


สรุปข่าว

ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ความต้องการ AI ของประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ รวมจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 1,143 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2 – 4 มิถุนายน พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา โดย

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 91.2 เคยได้ยิน ได้ฟัง หรือรู้จัก AI มาก่อน ขณะที่มีเพียงร้อยละ 8.8 ที่ไม่เคยรู้จัก AI มาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของประชาชนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นร่วมสมัยที่ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้แล้วในระดับกว้าง

เมื่อพิจารณาระดับความเข้าใจเกี่ยวกับ AI พบว่า ร้อยละ 39.4 ระบุว่าเข้าใจ AI อย่างดี และร้อยละ 51.8 ระบุว่าพอเข้าใจ รวมแล้วร้อยละ 91.2 มีระดับการรับรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับ AI ในระดับใดระดับหนึ่ง ขณะที่ร้อยละ 8.8 ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จัก AI สะท้อนว่า ประเทศไทยมีฐานการรับรู้เรื่อง AI อยู่แล้ว แต่ยังต้องยกระดับจาก “การรู้จัก” ไปสู่ “การใช้เป็น ใช้ปลอดภัย และใช้เกิดประโยชน์จริง”

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนร้อยละ 30.7 ใช้ AI เป็นประจำ ร้อยละ 41.8 ใช้เป็นบางครั้ง และร้อยละ 27.5 เคยใช้เพียงเล็กน้อยหรือไม่เคยใช้เลย กล่าวได้ว่า ประชาชนร้อยละ 72.5 เคยใช้ AI ในระดับประจำหรือเป็นบางครั้ง ซึ่งสะท้อนการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของสังคมไทย จากการรับรู้ AI ไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพ


สำหรับความต้องการของประชาชนต่อการใช้ AI พบว่า ความต้องการอันดับหนึ่ง คือ รัฐควรส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร้อยละ 91.7 รองลงมาคือ การส่งเสริมใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและธุรกิจ ร้อยละ 88.5 การเข้าถึงความรู้และการใช้ AI อย่างเท่าเทียม ร้อยละ 87.2 การส่งเสริม AI เพื่อพัฒนาการศึกษา การเรียนรู้ และยกระดับทักษะแรงงานไทย ร้อยละ 85.3 การใช้ AI ดูแลความปลอดภัยของประชาชน ร้อยละ 83.1 การใช้ AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ร้อยละ 81.6 การใช้ AI เพื่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจระยะยาว ร้อยละ 80.5 และการใช้ AI เพื่อลดความเกลียดชังกันในโลกโซเชียล ร้อยละ 76.8

ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจชุดนี้มีนัยสำคัญทางสังคมศาสตร์อย่างมาก เพราะสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็น AI เป็นเครื่องมือด้านปากท้อง เศรษฐกิจ ความเท่าเทียม การศึกษา ความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศ กล่าวคือ AI ในสายตาประชาชนคือ “เครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต” มากกว่า “เครื่องมือทางเทคนิค”

ที่น่าสนใจคือ ความช่วยเหลือที่ประชาชนต้องการ หากรัฐบาลสนับสนุน AI พบว่า ประชาชนต้องการเงินสนับสนุนหรือคูปอง AI ร้อยละ 48.9 ต้องการอบรมการใช้ AI ร้อยละ 47.3 ต้องการศูนย์เรียนรู้ AI ในชุมชน ร้อยละ 41.6 ต้องการการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมหรือการเรียนรู้เพิ่มเติม ร้อยละ 39.8 และต้องการที่ปรึกษาของประชาชนผู้ใช้ AI ร้อยละ 32.7

ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงการแจกเครื่องมือหรือเทคโนโลยี แต่ต้องการระบบสนับสนุนครบวงจร ได้แก่ ทุนตั้งต้น ความรู้ พื้นที่เรียนรู้ในชุมชน และที่ปรึกษาที่ช่วยให้ประชาชนใช้ AI ได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนทั่วไป เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงาน นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

ที่น่าพิจารณาคือ ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 เห็นควรให้รัฐบาลเดินหน้าการส่งเสริมการใช้ AI ผ่าน TH-AI Passport โดยร้อยละ 33.6 สนับสนุนการเดินหน้าโครงการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร้อยละ 30.1 เห็นควรเดินหน้าต่อพร้อมปรับปรุงรายละเอียดบางประการ ขณะที่ร้อยละ 23.4 ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ และร้อยละ 12.9 เห็นควรยกเลิกโครงการ

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากพร้อมสนับสนุนแนวคิด TH-AI Passport หากโครงการดำเนินการตาม TOR อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีตัวชี้วัดชัดเจน และรายงานผลต่อสาธารณะ ไม่ใช่วัดความสำเร็จจากจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณเท่านั้น แต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง

เมื่อสังเคราะห์ผลการศึกษาทั้งหมด พบว่า ประชาชนไทยกำลังส่งสัญญาณ 5 ประการต่อผู้กำหนดนโยบาย

ประการแรก AI กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชนแล้ว เพราะประชาชนมากกว่า 9 ใน 10 รู้จัก AI และมากกว่า 7 ใน 10 เคยใช้ AI ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ประการที่สอง ประชาชนต้องการให้ AI ตอบโจทย์ปากท้องเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ

ประการที่สาม ประชาชนต้องการความเท่าเทียมในการเข้าถึง AI เพื่อไม่ให้ AI กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองกับชนบท คนมีโอกาสกับคนขาดโอกาส

ประการที่สี่ ประชาชนมอง AI เป็นเครื่องมือพัฒนาคน ทั้งด้านการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการยกระดับทักษะแรงงานไทย

ประการที่ห้า ประชาชนต้องการให้โครงการ TH-AI Passport ดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้


ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผลสำรวจครั้งนี้ คือ รัฐควรขับเคลื่อน TH-AI Passport ในฐานะ “นโยบายพัฒนาทุนมนุษย์แห่งชาติ” ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยี โดยควรกำหนดเป้าหมายหลัก 5 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง เพิ่มรายได้ประชาชน สอง ลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สาม สร้างการเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียม สี่ พัฒนาการศึกษาและทักษะแรงงาน และห้า สร้างระบบธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้

สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเสนอว่า ความสำเร็จของ TH-AI Passport ควรวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง เช่น ประชาชนใช้ AI สร้างรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ เกษตรกรลดต้นทุนได้หรือไม่ ผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าได้มากขึ้นหรือไม่ นักเรียนและแรงงานได้รับทักษะใหม่หรือไม่ และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงโอกาสใหม่ได้หรือไม่

กล่าวโดยสรุป ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ว่า ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธ AI แต่ต้องการ AI ที่ช่วยชีวิตจริง ช่วยอาชีพจริง ช่วยรายได้จริง และต้องการให้รัฐดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์แท้จริงต่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN