จับตา ทรัมป์สั่งตั้ง “กองกำลัง AI” ไม่สนคำเตือน AI ครองโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
จับตา ทรัมป์สั่งตั้ง “กองกำลัง AI” ไม่สนคำเตือน AI ครองโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาจะจัดตั้ง “กองกำลัง AI” (AI Force) และแต่งตั้งผู้ดูแลระดับสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทรัมป์เพิ่มเรียกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI ว่า “เรื่องหลอกลวง”


ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโดยระบุว่า รัฐบาลของเขาจะไม่ขัดขวางหรือสกัดกั้นการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ไม่ว่าในทางใดก็ตาม พร้อมโต้แย้งข้อเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI จนกว่าจะมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้น ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่คำเตือนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาก AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเสียงเรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกันเพื่อกำกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี


ทรัมป์ ไม่ได้ให้รายละเอียดหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับแผนดังกล่าว แต่ระบุว่า AI คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าและส่งผลกระทบมากกว่าอย่างมาก อาจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25% ของ GDP ของสหรัฐฯ ทรัมป์ยังระบุด้วยว่าเขาต้องการให้สหรัฐฯ เดินหน้ารักษาความเป็นผู้นำด้าน AI เหนือจีนด้วย


ปัจจุบัน AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเป็น 2 เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกที่กำลังแข่งขันกันเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และคาดว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ที่มีกำหนดพบกันที่ทำเนียบขาวด้วยในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ ขณะที่ รัฐบาลของทรัมป์อาจใช้กระบวนการยุติธรรมทั้งทางอาญาและทางแพ่งที่มีอยู่ เพื่อจัดการกับผู้ไม่หวังดีที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด


อย่างไรก็ตาม คำเตือนจากนักวิจัยทั้งในปัจจุบันและอดีตเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติ ได้สร้างความกังวลมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักวิจัยประเมินว่า มีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI จะ “ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด”




ทั้งหมดนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่บริษัท AI รายใหญ่ต่างเร่งพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์” หรือ superintelligence ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มีความสามารถทางปัญญาสูงกว่ามนุษย์ และในปัจจุบัน ทั้ง Anthropic, OpenAI และ Google ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Claude, ChatGPT และ Gemini ตามลำดับ ต่างก็เปิดเผยกรณีการละเมิดความปลอดภัยหรือเหตุการณ์ที่แชตบอตของบริษัทถูกนำไปใช้ใน “กิจกรรมที่เป็นอันตราย”


คำเตือนดังกล่าวจากบรรดา CEO บริษัท AI ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI แต่แซม อัลท์แมนกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาในการตามให้ทันเทคโนโลยีใหม่และการกำกับดูแลที่เหมาะสม เขายังกล่าวด้วยว่า ประชาชนควรมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าบริษัท AI จะสามารถดูแลให้เทคโนโลยีมีความปลอดภัย


ทั้งนี้ มีความเคลื่อนไหวจาก เจนเซ่น หวง CEO ของ Nvidia ที่ออกมาปฏิเสธคำเตือนที่ว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นภายในทศวรรษหน้า โดยระบุว่าเป็นคำกล่าวที่ทำให้เข้าใจผิดและเป็นเพียงเรื่องแต่ง


CEO ของ Nvidia กล่าวว่า โลกจะไม่ถึงจุดจบในปี 2030 และโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมี “ศูนย์เปอร์เซ็นต์” พร้อมระบุว่า การสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นและไม่มีความรับผิดชอบ นอกจากนี้เขายังเรียกการคาดการณ์ในลักษณะดังกล่าวว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วย

สรุปข่าว

ทรัมป์ประกาศจัดตั้ง “กองกำลัง AI” พร้อมแต่งตั้งผู้ดูแลด้านปัญญาประดิษฐ์ หลังจากที่เขาออกมาเรียกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI ที่อาจทำลายมนุษยชาติว่า  “เรื่องหลอกลวง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาจะจัดตั้ง “กองกำลัง AI” (AI Force) และแต่งตั้งผู้ดูแลระดับสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทรัมป์เพิ่มเรียกคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI ว่า “เรื่องหลอกลวง”


ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโดยระบุว่า รัฐบาลของเขาจะไม่ขัดขวางหรือสกัดกั้นการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ไม่ว่าในทางใดก็ตาม พร้อมโต้แย้งข้อเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI จนกว่าจะมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้น ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่คำเตือนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาก AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเสียงเรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกันเพื่อกำกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี


ทรัมป์ ไม่ได้ให้รายละเอียดหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับแผนดังกล่าว แต่ระบุว่า AI คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าและส่งผลกระทบมากกว่าอย่างมาก อาจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25% ของ GDP ของสหรัฐฯ ทรัมป์ยังระบุด้วยว่าเขาต้องการให้สหรัฐฯ เดินหน้ารักษาความเป็นผู้นำด้าน AI เหนือจีนด้วย


ปัจจุบัน AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเป็น 2 เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกที่กำลังแข่งขันกันเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และคาดว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ที่มีกำหนดพบกันที่ทำเนียบขาวด้วยในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ ขณะที่ รัฐบาลของทรัมป์อาจใช้กระบวนการยุติธรรมทั้งทางอาญาและทางแพ่งที่มีอยู่ เพื่อจัดการกับผู้ไม่หวังดีที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด


อย่างไรก็ตาม คำเตือนจากนักวิจัยทั้งในปัจจุบันและอดีตเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติ ได้สร้างความกังวลมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักวิจัยประเมินว่า มีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI จะ “ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด”




ทั้งหมดนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่บริษัท AI รายใหญ่ต่างเร่งพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์” หรือ superintelligence ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มีความสามารถทางปัญญาสูงกว่ามนุษย์ และในปัจจุบัน ทั้ง Anthropic, OpenAI และ Google ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Claude, ChatGPT และ Gemini ตามลำดับ ต่างก็เปิดเผยกรณีการละเมิดความปลอดภัยหรือเหตุการณ์ที่แชตบอตของบริษัทถูกนำไปใช้ใน “กิจกรรมที่เป็นอันตราย”


คำเตือนดังกล่าวจากบรรดา CEO บริษัท AI ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI แต่แซม อัลท์แมนกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาในการตามให้ทันเทคโนโลยีใหม่และการกำกับดูแลที่เหมาะสม เขายังกล่าวด้วยว่า ประชาชนควรมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าบริษัท AI จะสามารถดูแลให้เทคโนโลยีมีความปลอดภัย


ทั้งนี้ มีความเคลื่อนไหวจาก เจนเซ่น หวง CEO ของ Nvidia ที่ออกมาปฏิเสธคำเตือนที่ว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นภายในทศวรรษหน้า โดยระบุว่าเป็นคำกล่าวที่ทำให้เข้าใจผิดและเป็นเพียงเรื่องแต่ง


CEO ของ Nvidia กล่าวว่า โลกจะไม่ถึงจุดจบในปี 2030 และโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมี “ศูนย์เปอร์เซ็นต์” พร้อมระบุว่า การสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นและไม่มีความรับผิดชอบ นอกจากนี้เขายังเรียกการคาดการณ์ในลักษณะดังกล่าวว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วย

ที่มาข้อมูล : BBC

ที่มารูปภาพ : Getty Images