
5 สิงหาคม 2569 "วันแห่งหอยนางรม" (National Oyster Day) วันที่คนรักอาหารทะเลทั่วโลกใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองให้กับ หอยนางรม วัตถุดิบยอดนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และคุณค่าทางโภชนาการที่ได้รับการยกย่องมายาวนาน
แล้ววันแห่งหอยนางรม มีที่มาอย่างไร? หอยนางรมมีประโยชน์อะไรบ้าง และควรรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย บทความนี้มีคำตอบ
วันแห่งหอยนางรม คืออะไร?
วันแห่งหอยนางรม (National Oyster Day) ตรงกับวันที่ 5 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองหอยนางรมซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่มีการจัดเทศกาลอาหาร เมนูพิเศษ และกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคหอยนางรม
แม้จะไม่ใช่วันสำคัญระดับสากลที่กำหนดโดยองค์การระหว่างประเทศ แต่ก็เป็นวันที่ร้านอาหารและผู้ประกอบการด้านอาหารทะเลจำนวนมากนำมาใช้จัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์เมนูหอยนางรม
สรุปข่าว
5 สิงหาคม 2569 "วันแห่งหอยนางรม" (National Oyster Day) วันที่คนรักอาหารทะเลทั่วโลกใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองให้กับ หอยนางรม วัตถุดิบยอดนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และคุณค่าทางโภชนาการที่ได้รับการยกย่องมายาวนาน
แล้ววันแห่งหอยนางรม มีที่มาอย่างไร? หอยนางรมมีประโยชน์อะไรบ้าง และควรรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย บทความนี้มีคำตอบ
วันแห่งหอยนางรม คืออะไร?
วันแห่งหอยนางรม (National Oyster Day) ตรงกับวันที่ 5 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองหอยนางรมซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่มีการจัดเทศกาลอาหาร เมนูพิเศษ และกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคหอยนางรม
แม้จะไม่ใช่วันสำคัญระดับสากลที่กำหนดโดยองค์การระหว่างประเทศ แต่ก็เป็นวันที่ร้านอาหารและผู้ประกอบการด้านอาหารทะเลจำนวนมากนำมาใช้จัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์เมนูหอยนางรม
หอยนางรมมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร?
หอยนางรมเป็นอาหารทะเลที่ให้พลังงานไม่สูง แต่มีสารอาหารหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น
1. โปรตีนคุณภาพสูง
หอยนางรมเป็นแหล่งโปรตีนที่ช่วยในการสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
2. สังกะสี (Zinc) สูง
หอยนางรมเป็นหนึ่งในอาหารธรรมชาติที่มีปริมาณ สังกะสี สูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างเซลล์ และการสมานแผล
3. วิตามินบี 12
วิตามินบี 12 มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท และการสร้างเม็ดเลือดแดง
4. ธาตุเหล็ก
ธาตุเหล็กช่วยในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
5. โอเมกา-3
หอยนางรมมีกรดไขมันโอเมกา-3 ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่พบได้ในอาหารทะเลหลายชนิด
6. ซีลีเนียม
ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
7. ให้พลังงานไม่สูง
เมื่อเทียบกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์บางชนิด หอยนางรมให้พลังงานค่อนข้างต่ำ จึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารที่สมดุลได้
อันตรายหากกินหอยนางรมมากเกินไป
แม้หอยนางรมจะมีประโยชน์ แต่การรับประทานมากเกินไป หรือรับประทานแบบดิบโดยไม่ผ่านการคัดเลือกและควบคุมคุณภาพ อาจมีความเสี่ยง ดังนี้
1. เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย
หอยนางรมดิบอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น Vibrio vulnificus และ Vibrio parahaemolyticus ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย หรือในบางรายอาจเกิดอาการรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว
2. ได้รับโซเดียมมากเกินไป
หากรับประทานร่วมกับเครื่องเคียงหรือซอสที่มีโซเดียมสูง อาจทำให้ได้รับโซเดียมมากเกินความจำเป็น
3. เสี่ยงต่อการแพ้อาหารทะเล
ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเลควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหอยนางรม เพราะอาจเกิดอาการแพ้ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง
4. อาจได้รับโลหะหนักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน
หอยนางรมเป็นสัตว์ที่กรองน้ำเพื่อหาอาหาร หากเพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำที่มีมลพิษ อาจมีการสะสมสารปนเปื้อนหรือโลหะหนักได้ จึงควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงการกินหอยนางรมดิบ?
หน่วยงานด้านสาธารณสุขหลายประเทศแนะนำให้กลุ่มต่อไปนี้หลีกเลี่ยงการรับประทานหอยนางรมดิบ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้สูงอายุ
- เด็กเล็ก
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- เตือน! คนชอบกิน "หอยนางรมดิบ" เสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด จากแบคทีเรีย "วิบริโอ"
- ไต้หวันนำซากเปลือกหอย มาผลิตเป็น “ขนสัตว์ทะเล” สร้างมูลค่าหลายร้อยล้านต่อปี
- หอยเวียดนามตีตลาดหอยนางรมสุราษฎร์ธานี
- หอยนางรม กินอย่างไรให้ปลอดภัย? หมอเตือนกินดิบ อาจทำให้ถึงตาย
- เปิดประโยชน์ของ "หอยนางรม" ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างไร?
ที่มาข้อมูล : www.daysoftheyear.com
ที่มารูปภาพ : Canva
