ทำไม "จีนเร่งตุนทองคำ"? ซื้อไม่หยุด นำเข้าพุ่ง เปิดเหตุผลใกล้ตัวกว่าที่คิด!
จีนแห่ตุนทองคำ ซื้อสะสม นำเข้าพุ่ง 8 เดือน ทะลุ 1,000 ตัน ทำเพื่ออะไร?
จีนเดินหน้ากว้านซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคประชาชนและธนาคารกลาง โดยข้อมูลที่รายงานโดย CNBC ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าทองคำมากกว่า 1,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 158,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23
ทำไมจีนถึงต้องการทองคำมากขนาดนี้ ทั้งที่ราคาทองคำก็อยู่ในระดับสูงและมีความผันผวน? คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องการลงทุน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
จีนกว้านซื้อทองคำ ทั้งประชาชนและธนาคารกลาง
CNBC รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าทองคำมากกว่า 1,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 158,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางจีนก็เดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าซื้อสะสมติดต่อกันเป็นเดือนที่ 23
พูดง่าย ๆ ว่า การซื้อทองคำครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากประชาชนที่ต้องการซื้อทองมาเก็บไว้เป็นทรัพย์สินเท่านั้น แต่รัฐบาลจีนก็เดินหน้าสะสมทองคำเข้าคลังทุนสำรองเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทองคำที่จีนนำเข้าไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นทองคำของรัฐบาลทั้งหมด เพราะอาจถูกนำไปจำหน่ายให้ประชาชน ใช้ในภาคอุตสาหกรรม หรือถือครองเพื่อการลงทุน ส่วนทองคำที่ธนาคารกลางจีนซื้อมีเป้าหมายสำคัญในการสะสมไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ
เหตุผลแรก จีนต้องการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
ทุกวันนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของระบบการเงินโลก ประเทศต่าง ๆ ใช้ดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ และถือครองเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ
แต่สำหรับจีน การมีทุนสำรองในรูปเงินดอลลาร์จำนวนมากก็หมายถึงการต้องพึ่งพาระบบการเงินที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลสูงด้วย
ยิ่งในช่วงที่จีนและสหรัฐฯ แข่งขันกันทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และอำนาจทางเศรษฐกิจ จีนก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะมองหาสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงให้กับประเทศ
ลองนึกภาพง่าย ๆ เหมือนคนที่ไม่ต้องการฝากเงินทั้งหมดไว้กับธนาคารแห่งเดียว เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น เงินเก็บทั้งหมดก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย จีนจึงเลือกกระจายความเสี่ยงส่วนหนึ่งมายังทองคำ เพื่อลดการพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป
สรุปข่าว
จีนแห่ตุนทองคำ ซื้อสะสม นำเข้าพุ่ง 8 เดือน ทะลุ 1,000 ตัน ทำเพื่ออะไร?
จีนเดินหน้ากว้านซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคประชาชนและธนาคารกลาง โดยข้อมูลที่รายงานโดย CNBC ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าทองคำมากกว่า 1,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 158,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23
ทำไมจีนถึงต้องการทองคำมากขนาดนี้ ทั้งที่ราคาทองคำก็อยู่ในระดับสูงและมีความผันผวน? คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องการลงทุน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
จีนกว้านซื้อทองคำ ทั้งประชาชนและธนาคารกลาง
CNBC รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าทองคำมากกว่า 1,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 158,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางจีนก็เดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าซื้อสะสมติดต่อกันเป็นเดือนที่ 23
พูดง่าย ๆ ว่า การซื้อทองคำครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากประชาชนที่ต้องการซื้อทองมาเก็บไว้เป็นทรัพย์สินเท่านั้น แต่รัฐบาลจีนก็เดินหน้าสะสมทองคำเข้าคลังทุนสำรองเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทองคำที่จีนนำเข้าไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นทองคำของรัฐบาลทั้งหมด เพราะอาจถูกนำไปจำหน่ายให้ประชาชน ใช้ในภาคอุตสาหกรรม หรือถือครองเพื่อการลงทุน ส่วนทองคำที่ธนาคารกลางจีนซื้อมีเป้าหมายสำคัญในการสะสมไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ
เหตุผลแรก จีนต้องการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
ทุกวันนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของระบบการเงินโลก ประเทศต่าง ๆ ใช้ดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ และถือครองเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ
แต่สำหรับจีน การมีทุนสำรองในรูปเงินดอลลาร์จำนวนมากก็หมายถึงการต้องพึ่งพาระบบการเงินที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลสูงด้วย
ยิ่งในช่วงที่จีนและสหรัฐฯ แข่งขันกันทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และอำนาจทางเศรษฐกิจ จีนก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะมองหาสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงให้กับประเทศ
ลองนึกภาพง่าย ๆ เหมือนคนที่ไม่ต้องการฝากเงินทั้งหมดไว้กับธนาคารแห่งเดียว เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น เงินเก็บทั้งหมดก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย จีนจึงเลือกกระจายความเสี่ยงส่วนหนึ่งมายังทองคำ เพื่อลดการพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป
บทเรียนจากรัสเซีย ทำให้ทองคำมีความสำคัญมากขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับทองคำ คือกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 หลังชาติตะวันตกดำเนินมาตรการอายัดสินทรัพย์ทุนสำรองของรัสเซียบางส่วน
เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องกลับมาคิดว่า หากเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ สินทรัพย์ที่เก็บไว้ในต่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างไร และประเทศของตนจะยังสามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านั้นได้หรือไม่
ทองคำที่เก็บรักษาไว้ภายในประเทศจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะทองคำไม่ใช่หนี้ของรัฐบาลหรือบริษัทใด และไม่มีผู้ออกตราสารที่อาจผิดนัดชำระหนี้เหมือนพันธบัตร
อย่างไรก็ตาม ทองคำก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง เพราะราคายังผันผวนได้ และหากเก็บไว้ในต่างประเทศก็ยังอาจมีความเสี่ยงด้านการเข้าถึงสินทรัพย์เช่นกัน
ดังนั้น การสะสมทองคำของจีนจึงไม่ได้หมายความว่าจีนจะเลิกใช้เงินดอลลาร์ในทันที แต่เป็นการทยอยเพิ่มทางเลือกและกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทเดียวมากเกินไป
คนจีนหันมาถือทอง ท่ามกลางทางเลือกลงทุนที่ไม่แน่นอน
นอกจากฝั่งรัฐบาลแล้ว แรงซื้อจากประชาชนก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ความต้องการทองคำของจีนอยู่ในระดับสูง
ลองนึกภาพว่า หากเรามีเงินเก็บก้อนหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าจะนำไปลงทุนอะไรดี ถึงจะมั่นคงและคุ้มค่า การตัดสินใจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
หากนำเงินไปซื้อบ้าน ก็อาจกังวลกับตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนที่เผชิญปัญหามาเป็นเวลานาน ทั้งความเชื่อมั่นที่ลดลงและแรงกดดันด้านราคา ซื้อไปแล้วราคาจะลดลงอีกหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิด
ส่วนการลงทุนในหุ้นก็ต้องยอมรับความผันผวน ขณะที่การฝากเงินอาจให้ผลตอบแทนไม่จูงใจนักเมื่อเทียบกับความคาดหวังของผู้ลงทุน
ทองคำจึงกลายเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการเก็บรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจและตลาดการลงทุนยังมีความไม่แน่นอน
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ในปี 2568 ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยจีนและอินเดียเป็นตลาดสำคัญที่มีแรงซื้อเติบโตอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ทองคำยังมีความผูกพันกับวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน ทั้งการซื้อเพื่อเป็นของขวัญในเทศกาลต่าง ๆ การให้ทองเป็นสิริมงคล และการเก็บทองไว้เป็นทรัพย์สินของครอบครัว จึงทำให้ทองคำมีความหมายมากกว่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว
จีนซื้อทองไม่หยุด แล้วราคาทองจะขึ้นต่อหรือไม่?
เมื่อจีนเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจสงสัยว่าแรงซื้อเหล่านี้จะผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อไปหรือไม่
คำตอบคือ ความต้องการทองคำจากจีนมีส่วนช่วยหนุนราคาได้ แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ในปี 2568 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิประมาณ 863 ตัน แม้ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่มีการซื้อรวมกันมากกว่า 1,000 ตันต่อปี แต่ก็ยังถือเป็นแรงซื้อที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องการสะสมทองคำ แต่ธนาคารกลางและนักลงทุนจากหลายประเทศต่างก็ต้องการกระจายความเสี่ยงเช่นกัน
เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสช่วยหนุนราคา โดยเฉพาะหากแรงซื้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าปริมาณทองคำที่เข้าสู่ตลาด แต่ราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย
- ปัจจัยแรก คือ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ หากอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนอาจหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแทนทองคำ ซึ่งไม่ได้สร้างรายได้ประจำจากการถือครอง
- ปัจจัยที่สอง คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ก็อาจเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งซื้อขายกันเป็นดอลลาร์
- ปัจจัยที่สาม คือ ความกังวลของนักลงทุน หากเกิดสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็อาจหันมาซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
เพราะฉะนั้น แม้จีนจะยังซื้อทองคำต่อเนื่อง แต่หากดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นมาก ดอลลาร์แข็งค่า หรือมีแรงเทขายทองคำจากนักลงทุนจำนวนมาก ราคาทองคำก็ยังปรับลดลงได้
ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ไม่ได้ปลอดภัยทุกเรื่อง
แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่หลายประเทศใช้กระจายความเสี่ยง แต่ก็มีข้อจำกัดที่จีนต้องเผชิญเช่นกัน
หากจีนสะสมทองคำไว้จำนวนมาก แล้ววันหนึ่งราคาทองคำลดลง มูลค่าทองคำสำรองเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ก็จะลดลงตามไปด้วย แม้จีนจะยังถือครองทองคำในปริมาณเท่าเดิมก็ตาม
อีกประเด็นคือ ทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ยเหมือนพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น หากราคาทองคำไม่ปรับขึ้น ประเทศที่ถือทองคำก็ไม่ได้รับรายได้เพิ่มขึ้นจากการถือครองเพียงอย่างเดียว
การสะสมทองคำจึงเป็นการเลือกถือสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การลงทุนที่มีแต่ข้อดี หรือสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ในทุกสถานการณ์
ความเคลื่อนไหวของจีนจึงเป็นอีกสัญญาณที่ทำให้โลกต้องจับตา เพราะแม้แต่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจก็ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน ด้วยการกระจายการถือครองสินทรัพย์ให้หลากหลายมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว ทองคำอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีสินทรัพย์ชนิดใดที่ปลอดภัยจากทุกสถานการณ์
ที่มาข้อมูล : CNBC PBOC World Gold Council Reuters
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
