"น้ำท่วมกรุงเทพฯ 69" เช็กสิทธิ์ประกันรถ-บ้าน เกณฑ์รับเงินเยียวยากทม.

Share on Line Share on Facebook Share on X
"น้ำท่วมกรุงเทพฯ 69" เช็กสิทธิ์ประกันรถ-บ้าน เกณฑ์รับเงินเยียวยากทม.

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งจากน้ำท่วมขังภายในที่อยู่อาศัยและความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์ บ้านเรือน และอุปกรณ์ประกอบอาชีพ

สรุปข่าว

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วน แจ้งเหตุโดยเร็ว และตรวจสอบเอกสารที่จำเป็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความพร้อมในการยื่นคำร้องและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาสิทธิ์

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งจากน้ำท่วมขังภายในที่อยู่อาศัยและความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์ บ้านเรือน และอุปกรณ์ประกอบอาชีพ

ขณะที่กรุงเทพมหานครประกาศขยายพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญที่ควรดำเนินการควบคู่กันคือ การตรวจสอบสิทธิ์รับเงินเยียวยาจากภาครัฐ และการตรวจสอบความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและขอรับความช่วยเหลือได้อย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม การประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกครัวเรือนจะได้รับเงินช่วยเหลือโดยอัตโนมัติ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องผ่านกระบวนการสำรวจความเสียหายและตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสำนักงานเขตในพื้นที่ ก่อนที่จะได้รับหนังสือรับรองผู้ประสบภัยและเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์

สำหรับอัตราการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย กรุงเทพมหานครกำหนดวงเงินช่วยเหลือสูงสุดในแต่ละกรณี โดยการจ่ายเงินจริงจะพิจารณาจากความเสียหายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราสูงสุดที่กำหนด ดังนี้

ค่าซ่อมแซมที่พักอาศัย อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 49,500 บาทต่อหลัง

ค่าเช่าบ้านชั่วคราว กรณีเสียหายบางส่วน อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อครอบครัว

ค่าเช่าบ้านชั่วคราว กรณีเสียหายทั้งหลัง อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน สูงสุด 2 เดือน

เงินทุนประกอบอาชีพ กรณีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เสียหายจนใช้การไม่ได้ อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 11,400 บาทต่อครอบครัว

เงินปลอบขวัญกรณีบาดเจ็บ อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 2,300 บาทต่อราย

ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท

ค่าจัดการศพกรณีเสียชีวิต อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 29,700 บาท

เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิต อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 29,700 บาทต่อครอบครัว

ค่าดำรงชีพเบื้องต้น กรณีที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งหลัง อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 3,800 บาทต่อครอบครัว

ค่าดำรงชีพเบื้องต้น กรณีที่อยู่อาศัยเสียหายบางส่วน อัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 1,800 บาทต่อครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีความช่วยเหลือด้านสิ่งของจำเป็น เช่น เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค เครื่องครัว และเครื่องนุ่งห่ม ตามอัตราและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยควรตรวจสอบเงื่อนไขและเอกสารที่ต้องใช้กับสำนักงานเขตในพื้นที่โดยตรง เนื่องจากการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับประเภทความเสียหายและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความคุ้มครองในกรมธรรม์ที่ซื้อไว้ โดยประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 โดยทั่วไปมีความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ส่วนประกันภัยชั้น 2+ จะต้องตรวจสอบว่ามีการซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติมไว้หรือไม่

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แบ่งระดับความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วมออกเป็น 5 ระดับ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินความเสียหาย ได้แก่

ระดับ A: น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ ประเมินค่าซ่อมประมาณ 8,000-10,000 บาท

ระดับ B: น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ประเมินค่าซ่อมประมาณ 15,000-20,000 บาท

ระดับ C: น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมประมาณ 25,000-30,000 บาท

ระดับ D: น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป

ระดับ E: รถยนต์จมน้ำทั้งคัน บริษัทประกันภัยอาจพิจารณาจ่ายค่าสินไหมตามทุนประกันภัยและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นแนวทางประเมินค่าซ่อมเบื้องต้น ไม่ใช่วงเงินชดเชยที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับโดยอัตโนมัติ เพราะการจ่ายค่าสินไหมจะขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบความเสียหายและข้อกำหนดในกรมธรรม์

ขั้นตอนเตรียมตัวเคลมประกันรถยนต์ ผู้ที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมควรดำเนินการดังนี้

ถ่ายภาพและวิดีโอความเสียหายทันที บันทึกสภาพรถ ระดับน้ำที่ท่วม และบริเวณโดยรอบให้ชัดเจน โดยควรเก็บหลักฐานก่อนทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายรถ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ติดต่อบริษัทประกันภัยโดยเร็ว แจ้งรายละเอียดเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุ เพื่อขอเลขที่เคลมและนัดหมายเจ้าหน้าที่สำรวจภัย หลีกเลี่ยงการสตาร์ตรถที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะกรณีน้ำเข้าห้องเครื่องหรือระบบไฟฟ้า เพราะอาจทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้น เตรียมเอกสารประกอบการเคลม เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ และเอกสารกรมธรรม์ตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด

นอกจากรถยนต์แล้ว บ้านเรือนและทรัพย์สินภายในบ้านก็เป็นอีกส่วนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเจ้าของบ้านควรตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่มีอยู่ก่อนว่าให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติหรือไม่ ประกันภัยที่อาจให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมมี 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1. ประกันอัคคีภัยที่ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติม ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยบางประเภทสามารถซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติมได้ ผู้เอาประกันภัยจึงควรตรวจสอบวงเงินคุ้มครอง เงื่อนไขการจ่ายสินไหม และข้อยกเว้นในกรมธรรม์ให้ชัดเจน เนื่องจากประกันอัคคีภัยไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มครองน้ำท่วมทุกฉบับ

2. ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินทุกชนิด (Industrial All Risks: IAR) เป็นประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เหมาะสำหรับธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่มีทั้งที่พักอาศัยและสำนักงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยอาจครอบคลุมความเสียหายจากไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยธรรมชาติ รวมถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ตามข้อตกลง เช่น ความเสียหายจากการหยุดชะงักทางธุรกิจหรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

เมื่อพบความเสียหายจากน้ำท่วม ควรแจ้งบริษัทประกันภัยโดยเร็ว พร้อมเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หนังสือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน พร้อมรายละเอียดความเสียหาย ภาพถ่ายหรือวิดีโอแสดงสภาพบ้านและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย สำเนาทะเบียนบ้าน หรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่พักอาศัย เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน ตามที่บริษัทประกันภัยร้องขอ เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายและความคุ้มครองตามกรมธรรม์

การถ่ายภาพระดับน้ำที่ปรากฏบนผนังบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินที่เสียหาย จะช่วยให้มีหลักฐานประกอบการประเมินค่าสินไหมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยควรเก็บหลักฐานก่อนเริ่มทำความสะอาดหรือซ่อมแซม หากไม่กระทบต่อความปลอดภัยและการป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถดำเนินการขอรับความช่วยเหลือได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 แจ้งความเสียหายต่อสำนักงานเขต ติดต่อสำนักงานเขตที่เกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจัดทำบัญชีความเสียหาย รวมถึงดำเนินการออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัยตามขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เอกสารที่อาจต้องใช้ ได้แก่แบบสอบข้อเท็จจริงผู้ประสบอุทกภัย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน บันทึกประจำวัน (กรณีที่เกี่ยวข้องหรือมีการร้องขอ) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการพักอาศัย หลักฐานภาพถ่ายหรือวิดีโอความเสียหาย

ทั้งนี้ รายการเอกสารอาจแตกต่างกันตามประเภทของความเสียหายและหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนด จึงควรสอบถามสำนักงานเขตก่อนยื่นคำร้อง

ขั้นตอนที่ 3 รอการตรวจสอบและพิจารณา หลังจากเจ้าหน้าที่สำรวจความเสียหายและตรวจสอบเอกสารแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยวงเงินที่ได้รับจริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้

สำนักงานเขตในพื้นที่เกิดเหตุ: แจ้งความเสียหาย ขอให้เจ้าหน้าที่สำรวจ และดำเนินการขอหนังสือรับรองผู้ประสบภัย

สายด่วน กทม. 1555: แจ้งเหตุและปัญหาความเดือดร้อน

แอปพลิเคชัน Traffy Fondue: แจ้งปัญหาและติดตามการแก้ไขผ่านช่องทางออนไลน์

ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2248 5115: แจ้งปัญหาน้ำท่วมขังและขอความช่วยเหลือด้านการระบายน้ำ ตลอด 24 ชั่วโมง

สายด่วน คปภ. 1186: สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย การเรียกร้องค่าสินไหม และปัญหาการเคลมประกัน

สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ และทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ การเตรียมหลักฐานและตรวจสอบสิทธิ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ผู้ประสบภัยควรดำเนินการควบคู่กันทั้งการแจ้งสำนักงานเขตเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ และการติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ โดยต้องแยกให้ชัดเจนว่าเงินเยียวยาจากภาครัฐและค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยเป็นคนละกระบวนการ มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาแตกต่างกัน

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วน แจ้งเหตุโดยเร็ว และตรวจสอบเอกสารที่จำเป็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความพร้อมในการยื่นคำร้องและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาสิทธิ์

ที่มาข้อมูล : กทม., คปภ.

ที่มารูปภาพ : TNN

Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน