
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากเดิมที่เน้นการจ่ายเงินช่วยเหลือและเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ มาเป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าด้วยระบบประกันภัย
ขณะนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบข้อมูล ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปรับปรุงข้อกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินโครงการ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม
สำหรับกรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครอง 3 ภัยหลัก ได้แก่ อุทกภัยหรือภัยน้ำท่วม วาตภัยหรือภัยจากพายุ และแผ่นดินไหว โดยกำหนดให้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นเข้าสู่บัญชีของผู้ประสบภัยภายใน 15 วัน เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้ในการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
สรุปข่าว
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากเดิมที่เน้นการจ่ายเงินช่วยเหลือและเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ มาเป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าด้วยระบบประกันภัย
ขณะนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบข้อมูล ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปรับปรุงข้อกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินโครงการ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม
สำหรับกรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครอง 3 ภัยหลัก ได้แก่ อุทกภัยหรือภัยน้ำท่วม วาตภัยหรือภัยจากพายุ และแผ่นดินไหว โดยกำหนดให้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นเข้าสู่บัญชีของผู้ประสบภัยภายใน 15 วัน เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้ในการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ในกรณีเกิดอุทกภัย จะได้รับเงินช่วยเหลือเร่งด่วน 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีวาตภัยและแผ่นดินไหว จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาทต่อหลังคาเรือน จากนั้นจะมีการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และจ่ายค่าสินไหมเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ โดยวงเงินคุ้มครองรวมสูงสุด ไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
นอกจากนี้ หากเกิดเหตุภัยพิบัติและมีผู้เสียชีวิต จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ครอบครัว 2 ล้านบาทต่อผู้เสียชีวิต 1 ราย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและภาระของครอบครัวที่ได้รับความสูญเสีย
จุดสำคัญของมาตรการดังกล่าว คือ รัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ยประกันภัยทั้งหมด คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลประเมินว่าเป็นวงเงินที่ต่ำกว่างบประมาณที่ใช้สำหรับการเยียวยาผู้ประสบภัยย้อนหลังในแต่ละปีที่ผ่านมา
รัฐบาลมองว่า แม้ในปีที่ไม่มีเหตุภัยพิบัติ งบประมาณดังกล่าวจะถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริหารและป้องกันความเสี่ยง แต่หากเกิดภัยพิบัติขึ้นจริง ระบบประกันภัยจะช่วยกระจายความเสี่ยง ลดภาระงบประมาณของภาครัฐ และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วงเงินประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือด้านอื่น ที่รัฐบาลอาจต้องดำเนินการควบคู่กัน เช่น ค่ารักษาพยาบาล การจัดถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบภัย
รัฐบาลระบุว่า การปรับแนวทางดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การรับมือภัยพิบัติของประเทศ จากการรอจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การ เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า ผ่านระบบประกันภัย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนและควบคุมภาระงบประมาณด้านภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- “อินโดนีเซีย” ผวา! ภูเขาไฟ 6 ลูกปะทุพร้อมกัน
- “เอลนีโญ” ซ้ำเติมภัยแล้ง เกษตรกรอินเดียเครียดหนัก ฝนน้อย-ผลผลิตต่ำ-รายได้หด
- ฤดูพายุปั่นป่วน แอตแลนติกไร้เฮอริเคน แต่แปซิฟิกเจอพายุถล่มไม่หยุด
- ปาฏิหาริย์มีจริง! พบ 2 ผู้รอดชีวิตในอุโมงค์เนปาล ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 1,300 คน
- หิมาลัยคลั่ง ดั่ง “แผลแตก” เสี่ยงปะทุซ้ำ เตือนระเบียงทิเบตเสี่ยง
ที่มาข้อมูล : TNN
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
