
อินโดนีเซียเผชิญสถานการณ์ภูเขาไฟปะทุหลายแห่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยศูนย์ภูเขาไฟวิทยาและการบรรเทาภัยพิบัติทางธรณีวิทยา หรือ PVMBG ยืนยันว่า ภูเขาไฟทั้ง 6 ลูกอยู่ในระดับเตือนภัย 3 หรือระดับ “เตรียมพร้อม” แต่ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการปะทุของภูเขาไฟแต่ละแห่งมีความเชื่อมโยงกัน
“ริตา ซูซิลาวาตี” ผู้อำนวยการ PVMBG ระบุว่า อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” และมีภูเขาไฟที่ยังคงมีพลังอยู่ประมาณ 127 ลูก จึงมีความเป็นไปได้ที่ภูเขาไฟหลายลูกจะปะทุขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุหรือกระบวนการทางธรณีวิทยาร่วมกัน
ในทางเทคนิค แผ่นดินไหวที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้ภูเขาไฟปะทุโดยอัตโนมัติ การจะระบุว่าทั้งสองเหตุการณ์มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลการเฝ้าระวังของภูเขาไฟแต่ละแห่ง ทั้งการเพิ่มขึ้นของแผ่นดินไหวภูเขาไฟระดับลึก การเปลี่ยนรูปหรือการโป่งพองของภูเขาไฟ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของก๊าซที่ปล่อยออกมา
สรุปข่าว
อินโดนีเซียเผชิญสถานการณ์ภูเขาไฟปะทุหลายแห่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยศูนย์ภูเขาไฟวิทยาและการบรรเทาภัยพิบัติทางธรณีวิทยา หรือ PVMBG ยืนยันว่า ภูเขาไฟทั้ง 6 ลูกอยู่ในระดับเตือนภัย 3 หรือระดับ “เตรียมพร้อม” แต่ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการปะทุของภูเขาไฟแต่ละแห่งมีความเชื่อมโยงกัน
“ริตา ซูซิลาวาตี” ผู้อำนวยการ PVMBG ระบุว่า อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” และมีภูเขาไฟที่ยังคงมีพลังอยู่ประมาณ 127 ลูก จึงมีความเป็นไปได้ที่ภูเขาไฟหลายลูกจะปะทุขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุหรือกระบวนการทางธรณีวิทยาร่วมกัน
ในทางเทคนิค แผ่นดินไหวที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้ภูเขาไฟปะทุโดยอัตโนมัติ การจะระบุว่าทั้งสองเหตุการณ์มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลการเฝ้าระวังของภูเขาไฟแต่ละแห่ง ทั้งการเพิ่มขึ้นของแผ่นดินไหวภูเขาไฟระดับลึก การเปลี่ยนรูปหรือการโป่งพองของภูเขาไฟ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของก๊าซที่ปล่อยออกมา
ดังนั้น การที่ภูเขาไฟหลายลูกปะทุขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเกิดจากแผ่นดินไหวครั้งเดียวกัน หรือเป็นผลจากกระบวนการทางธรณีวิทยาเดียวกัน
PVMBG ยังเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะพื้นที่ภายในรัศมี 3 กิโลเมตรจากยอดภูเขาไฟ และพื้นที่ในระยะ 6 กิโลเมตรทางด้านตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบในวงกว้างที่สุดเกิดขึ้นที่ภูเขาไฟ “อานัก กรากาตัว” หรือ “บุตรแห่งกรากาตัว” หลังเกิดการปะทุรุนแรงและพ่นเถ้าภูเขาไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 15 กิโลเมตร โดยกลุ่มเถ้าถูกพัดปกคลุมพื้นที่ทางตะวันตกของอินโดนีเซีย ทั้งบริเวณเกาะสุมาตราและเกาะชวา นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าภายในกลุ่มเถ้าภูเขาไฟ สร้างความหวาดหวั่นให้กับประชาชนในพื้นที่
ผลกระทบจากเถ้าภูเขาไฟทำให้ทางการต้องระงับเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติโซการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา รวมถึงสนามบินภูมิภาคอีก 5 แห่ง โดยมาตรการดังกล่าวมีผลต่อเนื่องจนถึงเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เที่ยวบินมากกว่า 200 เที่ยวถูกยกเลิก และมีเที่ยวบินยกเลิกหรือล่าช้าสะสมมากกว่า 1,558 เที่ยว ครอบคลุมสนามบิน 8 แห่งในภูมิภาคตะวันตกของอินโดนีเซีย
เส้นทางบินระหว่างประเทศที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สิงคโปร์ โดฮา ซิดนีย์ และกัวลาลัมเปอร์ ขณะที่มีรายงานว่าผู้โดยสารได้รับผลกระทบมากกว่า 270,000 คน
จากสถานการณ์ดังกล่าว การรถไฟแห่งประเทศอินโดนีเซียได้เพิ่มขบวนรถไฟพิเศษเพื่อเชื่อมต่อเมืองสำคัญ เช่น ยอกยาการ์ตา มาลัง และเซอมารัง เข้าสู่กรุงจาการ์ตา เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ตกค้าง ส่วนเรือข้ามฟากในช่องแคบซุนดายังคงเปิดให้บริการตามปกติ ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
“อานัก กรากาตัว” อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังระดับ 3 มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ขยายเขตห้ามเข้า จากเดิมประมาณ 2-3 กิโลเมตร เป็น 5 กิโลเมตรโดยรอบปากปล่องภูเขาไฟ พร้อมเตือนประชาชนตามแนวชายฝั่งช่องแคบซุนดาให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และยังไม่มีคำสั่งอพยพประชาชนบนเกาะหลัก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินความเสี่ยงจากการปะทุและโอกาสเกิดคลื่นสึนามิ
นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้สั่งให้โรงเรียนในกรุงจาการ์ตาและจังหวัดใกล้เคียงปรับการเรียนการสอนเป็นระบบออนไลน์ชั่วคราว พร้อมอนุญาตให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้านได้สูงสุดร้อยละ 50 เพื่อความปลอดภัยจากฝุ่นและเถ้าภูเขาไฟ
อานัก กรากาตัวก่อตัวขึ้นในบริเวณระบบภูเขาไฟเดิมของกรากาตัว ซึ่งเคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1883 และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ขณะที่ในปี 2018 ภูเขาไฟอานัก กรากาตัวบางส่วนพังถล่มลงทะเล ทำให้เกิดคลื่นสึนามิในช่องแคบซุนดา และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 400 ราย ส่งผลให้การปะทุครั้งล่าสุดได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากทางการอินโดนีเซีย
- “เอลนีโญ” ซ้ำเติมภัยแล้ง เกษตรกรอินเดียเครียดหนัก ฝนน้อย-ผลผลิตต่ำ-รายได้หด
- ฤดูพายุปั่นป่วน แอตแลนติกไร้เฮอริเคน แต่แปซิฟิกเจอพายุถล่มไม่หยุด
- ปาฏิหาริย์มีจริง! พบ 2 ผู้รอดชีวิตในอุโมงค์เนปาล ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 1,300 คน
- หิมาลัยคลั่ง ดั่ง “แผลแตก” เสี่ยงปะทุซ้ำ เตือนระเบียงทิเบตเสี่ยง
- ไฟป่ายุโรปเอาไม่อยู่! ร้อนจัด–แล้งหนัก จุดชนวนหายนะลุกลาม
