“โลกร้อน” ปลุกภัยบนยอดเขา ละลาย “กาวธรรมชาติ” เสี่ยงภูเขาถล่มได้ทุกเมื่อ!

Share on Line Share on Facebook Share on X
“โลกร้อน” ปลุกภัยบนยอดเขา ละลาย “กาวธรรมชาติ”  เสี่ยงภูเขาถล่มได้ทุกเมื่อ!

เหตุการณ์น้ำป่าและดินโคลนถล่มรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ได้จุดคำถามสำคัญถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศต่อพื้นที่ภูเขาสูงทั่วโลก หลังนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ สูญเสียความมั่นคง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดธารน้ำแข็งถล่ม หิมะและหินถล่ม รวมถึงน้ำท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง


เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนเนปาลและทิเบต เมื่อมวลน้ำ โคลน และน้ำแข็งจำนวนมหาศาลไหลลงมาตามแม่น้ำโภเตโกชิ หลังเกิดการพังถล่มของธารน้ำแข็งบนภูเขาลังตัง ลิรุง ซึ่งมีความสูงกว่า 7,000 เมตร เหตุการณ์ดังกล่าวกวาดบ้านเรือนและเส้นทางคมนาคมเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 360 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 1,400 คน


ช่วงแรกมีการตั้งข้อสังเกตว่าแผ่นดินไหวขนาด 4.4 อาจเป็นต้นเหตุของการพังถล่ม แต่การวิเคราะห์ข้อมูลทางธรณีฟิสิกส์เพิ่มเติมพบว่า พลังงานจากการสั่นสะเทือนน่าจะเกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็งและกระแสเศษซาก หรือ Debris Flow มากกว่า โดยมวลน้ำแข็งและหินที่ถล่มลงมาดันก้อนหินและเศษวัสดุจำนวนมากลงสู่ลำน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 7-9 เมตร ภายในเวลาเพียง 30 นาที


สรุปข่าว

วิกฤตโลกร้อนกำลังเปลี่ยนภูเขาสูงจากพื้นที่ที่เคยมั่นคง ให้กลายเป็นจุดเสี่ยงภัยที่คาดเดาได้ยากขึ้น เหตุธารน้ำแข็งถล่มจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในเนปาลและทิเบต สร้างความเสียหายรุนแรงและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ความร้อนผิดปกติอาจกำลังละลายน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็งที่ทำหน้าที่เป็น “กาว” ยึดภูเขาเอาไว้ เมื่อโครงสร้างเหล่านี้อ่อนกำลังลง ความเสี่ยงธารน้ำแข็ง หินถล่ม ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลันก็อาจเพิ่มขึ้น พร้อมคำเตือนว่าเทือกเขาหิมาลัย รวมถึงพื้นที่ภูเขาสูงทั่วโลก อาจต้องเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงและเกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

เหตุการณ์น้ำป่าและดินโคลนถล่มรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ได้จุดคำถามสำคัญถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศต่อพื้นที่ภูเขาสูงทั่วโลก หลังนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ สูญเสียความมั่นคง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดธารน้ำแข็งถล่ม หิมะและหินถล่ม รวมถึงน้ำท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง


เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนเนปาลและทิเบต เมื่อมวลน้ำ โคลน และน้ำแข็งจำนวนมหาศาลไหลลงมาตามแม่น้ำโภเตโกชิ หลังเกิดการพังถล่มของธารน้ำแข็งบนภูเขาลังตัง ลิรุง ซึ่งมีความสูงกว่า 7,000 เมตร เหตุการณ์ดังกล่าวกวาดบ้านเรือนและเส้นทางคมนาคมเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 360 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 1,400 คน


ช่วงแรกมีการตั้งข้อสังเกตว่าแผ่นดินไหวขนาด 4.4 อาจเป็นต้นเหตุของการพังถล่ม แต่การวิเคราะห์ข้อมูลทางธรณีฟิสิกส์เพิ่มเติมพบว่า พลังงานจากการสั่นสะเทือนน่าจะเกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็งและกระแสเศษซาก หรือ Debris Flow มากกว่า โดยมวลน้ำแข็งและหินที่ถล่มลงมาดันก้อนหินและเศษวัสดุจำนวนมากลงสู่ลำน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 7-9 เมตร ภายในเวลาเพียง 30 นาที


นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างศึกษากลไกที่แน่ชัดของภัยพิบัติครั้งนี้ แต่หนึ่งในปัจจัยที่น่าจับตาคืออุณหภูมิที่สูงผิดปกติ ก่อนเกิดเหตุเพียง 2 วัน อุณหภูมิพื้นดินในพื้นที่ใกล้เคียงแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ซึ่งอาจทำให้หิมะอ่อนตัว น้ำไหลเข้าไปสะสมตามรอยแยกของธารน้ำแข็ง และทำให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างน้ำแข็งกับหินอ่อนกำลังลง


ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งชี้ว่า ความร้อนยังส่งผลต่อเพอร์มาฟรอสต์ ซึ่งทำหน้าที่คล้าย “กาว” ยึดชั้นหินบนภูเขาเข้าด้วยกัน เมื่อชั้นน้ำแข็งและดินเยือกแข็งละลาย โครงสร้างภูเขาที่เคยมั่นคงอาจกลายเป็นพื้นที่เปราะบาง และเพิ่มโอกาสเกิดการพังถล่มครั้งใหญ่


นอกจากนี้ การสูญเสียหิมะและน้ำแข็งยังทำให้พื้นผิวโลกสะท้อนแสงได้น้อยลง และดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์มากขึ้น ยิ่งเร่งให้พื้นที่ภูเขาร้อนและเกิดการละลายของน้ำแข็งเร็วขึ้น กลายเป็นวงจรที่เพิ่มความเปราะบางให้กับระบบภูเขา


รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC เคยเตือนว่า ทุกระดับของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความเสี่ยงจากพื้นที่ที่มีน้ำแข็งและหิมะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม และการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาที่ประชาชนจำนวนมากต้องพึ่งพาแหล่งน้ำจากธารน้ำแข็ง


ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณยอดเขา เพราะธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำคงคาและพรหมบุตร ซึ่งหล่อเลี้ยงประชากรหลายร้อยล้านคนในเอเชีย หากธารน้ำแข็งละลายและถอยร่นต่อเนื่อง ย่อมส่งผลทั้งต่อความเสี่ยงน้ำท่วมในระยะสั้น และความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว


ข้อมูลการศึกษายังพบว่า อัตราการสูญเสียน้ำแข็งในพื้นที่รับน้ำลังตังของเนปาลเพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่านับตั้งแต่ปี 1964 สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันเหตุการณ์ธารน้ำแข็งและหินถล่มในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่เทือกเขาแอลป์ เทือกเขาแอนดีส ไปจนถึงเทือกเขาหิมาลัย ก็เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง


ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า พื้นที่ภูเขาสูงที่มีทั้งธารน้ำแข็งและเพอร์มาฟรอสต์มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขาแอลป์ คอเคซัส หิมาลัย หรือแอนดีส ขณะที่ทะเลสาบจากน้ำแข็งละลายที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหุบเขาด้านล่าง


ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เพิ่มการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะการติดตั้งและพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่หุบเขาและชุมชนที่อยู่ปลายน้ำ เพราะเมื่อธารน้ำแข็งหรือมวลหิมะและหินบนภูเขาพังถล่ม เหตุการณ์สามารถเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและเหลือเวลาให้ประชาชนอพยพเพียงไม่มาก


ภัยพิบัติเนปาล-ทิเบตจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของภูเขาทั่วโลก เมื่อภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยนทั้งน้ำแข็ง ดิน และโครงสร้างทางธรณีวิทยา และอาจทำให้พื้นที่ที่เคยมั่นคงกลายเป็นจุดเสี่ยงภัยที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters