
ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น สัญญาณเตือนภัยจากภูเขาถึงชายฝั่งทั่วโลก
มหาภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งถล่มในพื้นที่เนปาล–ทิเบต ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติเฉพาะพื้นที่ แต่ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งทั่วโลก ซึ่งกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงขึ้น
ศาสตราจารย์สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่เคยเดินทางสำรวจขั้วโลก ชี้ว่า ธารน้ำแข็งทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมถึงอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายพื้นที่เผชิญอุณหภูมิและสภาพอากาศสุดขั้ว ส่งผลให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้ โดยกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศ
สรุปข่าว
ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น สัญญาณเตือนภัยจากภูเขาถึงชายฝั่งทั่วโลก
มหาภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งถล่มในพื้นที่เนปาล–ทิเบต ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติเฉพาะพื้นที่ แต่ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งทั่วโลก ซึ่งกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงขึ้น
ศาสตราจารย์สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่เคยเดินทางสำรวจขั้วโลก ชี้ว่า ธารน้ำแข็งทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมถึงอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายพื้นที่เผชิญอุณหภูมิและสภาพอากาศสุดขั้ว ส่งผลให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้ โดยกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศ
สูญเสียน้ำแข็ง 4 แสนล้านตันต่อปี
ศ.สุชนา ระบุว่า ข้อมูลการติดตามธารน้ำแข็งทั่วโลกยังพบว่า ปริมาณน้ำแข็งที่สูญเสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งทั่วโลกสูญเสียน้ำแข็งรวมประมาณ 4 แสนล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากอุณหภูมิโลกยังคงสูงขึ้น
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นแนวโน้มที่กำลังดำเนินต่อเนื่อง และอาจส่งผลต่อระบบน้ำของโลกในระยะยาว
ธารน้ำแข็งบนภูเขา ภัยใกล้ตัวชุมชน
อย่างไรก็ตาม ธารน้ำแข็งไม่ได้สร้างความเสี่ยงในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
ธารน้ำแข็งบนภูเขา อยู่ใกล้ชุมชนมากกว่า หากเกิดการละลายอย่างรวดเร็วหรือพังถล่ม อาจทำให้เกิดน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม และมวลน้ำขนาดใหญ่ที่เข้ากระทบประชาชนได้โดยตรง
เหตุการณ์ในพื้นที่เนปาล–ทิเบตจึงสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งบนภูเขาสามารถเปลี่ยนเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนในพื้นที่ปลายน้ำ
ขณะที่ น้ำแข็งบนแผ่นดินบริเวณขั้วโลก หากละลายและไหลลงสู่มหาสมุทร จะเพิ่มปริมาณน้ำทะเล และส่งผลต่อพื้นที่ชายฝั่งในระยะยาว
ความแตกต่างนี้ทำให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งบนภูเขาอาจสร้างภัยแบบฉับพลัน ขณะที่การสูญเสียน้ำแข็งบนแผ่นดินบริเวณขั้วโลกอาจค่อย ๆ สะสมผลกระทบ และแสดงออกผ่านการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
จากภูเขาถึงมหาสมุทร คือระบบเดียวกัน
เหตุการณ์เนปาล–ทิเบตจึงไม่ได้จบลงเพียงพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำแข็งที่เชื่อมโยงตั้งแต่ ภูเขา แหล่งน้ำจืด ขั้วโลก มหาสมุทร ไปจนถึงชุมชนชายฝั่ง
ศ.สุชนา มองว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณเตือนให้เร่งศึกษาและติดตามธารน้ำแข็งมากขึ้น ทั้งบนภูเขาและบริเวณขั้วโลก
เพราะสิ่งที่กำลังละลายอยู่บนภูเขาและแผ่นน้ำแข็ง อาจไม่ได้หมายถึงเพียง “น้ำแข็งที่หายไป” แต่เชื่อมโยงถึงน้ำจืด ระบบนิเวศ มหาสมุทร ระดับน้ำทะเล และความปลอดภัยของมนุษย์ทั่วโลก
- ทะเลสูงขึ้นไม่หยุด! ระดับน้ำพุ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เมืองชายฝั่งเสี่ยงหายใต้ทะเล
- เนเธอร์แลนด์เดือด! ร้อนทุบสถิติ 125 ปี
- “แอนดีส” จ่อซ้ำรอยหิมาลัย! น้ำแข็งละลาย ภัยพิบัติจ่อถล่ม
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังธารน้ำแข็งละลายที่ "ชิงไห่" หวั่นซ้ำรอยเหตุที่เนปาล
- หลังคาโลกกำลังละลาย ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น 2 เท่า อนาคตเสี่ยงน้ำหลาก-ดินถล่มถี่ขึ้น
