ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังธารน้ำแข็งละลายที่ "ชิงไห่" หวั่นซ้ำรอยเหตุที่เนปาล

Share on Line Share on Facebook Share on X
ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังธารน้ำแข็งละลายที่ "ชิงไห่" หวั่นซ้ำรอยเหตุที่เนปาล

บรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน  สถาบันคลังสมองของจีน  แจ้งเตือนความเสี่ยงปฏิกิริยาลูกโซ่ของวิกฤตภัยพิบัติเกี่ยวกับธารน้ำแข็ง  บนที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ภูมิภาคทางตะวันตกของจีน หลังการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง ได้เปลี่ยนเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจุดเดียวหรือเป็นเอกเทศ ให้กลายเป็นภัยพิบัติต่อเนื่องบานปลาย เหมือนกรณีเหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มฉับพลันหลังธารน้ำแข็งพังทลายในแถบเทือกเขาหิมาลัยพรมแดนทางเหนือของเนปาล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติแบบเดียวกันในฝั่งภูมิภาคปกครองตนเองซีจ้าง(ทิเบต) ของจีนด้วย 

ปัจจุบันที่ราบสูงแห่งนี้มีธารน้ำแข็งกว่า 109,000 แห่ง ในจำนวนนี้เกินครึ่งหนึ่งอยู่ในจีน  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน ทำให้ธารน้ำแข็งหดตัวขึ้นไปอยู่บนที่สูงชัน แรงโน้มถ่วงจะเร่งให้เกิดรอยแตกร้าวและเสียรูปทรง ประกอบกับน้ำจากการละลายซึมลงไปหล่อลื่นตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นน้ำแข็งกับหิน ทำให้ธารน้ำแข็งพังทลายไถลถล่มลงมาด้วยความเร็วสูงได้ง่ายขึ้น โดยสถิติตั้งแต่ปี 2011–2020   พบเหตุการณ์น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก เฉลี่ยสูงถึง 15.2 ครั้งต่อปี  หรือ มากกว่าช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 3 เท่า

ด้วยอุณหภูมิของที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้จำนวนและขนาดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นย้ำให้ยกระดับจากการเฝ้าระวังภัยพิบัติเดี่ยว มาเป็นการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่จุดต้นน้ำไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตลูกโซ่นี้อย่างทันท่วงที




สรุปข่าว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนปฏิกิริยาลูกโซ่ของภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งละลาย บนที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง ในภูมิภาคทางตะวันตกของจีน เสนอให้ยกระดับการเฝ้าระวัง และติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบครอบคลุม เพื่อรับมือกับวิกฤตลูกโซ่นี้อย่างทันท่วงทีหวั่นซ้ำรอยเนปาล

บรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน  สถาบันคลังสมองของจีน  แจ้งเตือนความเสี่ยงปฏิกิริยาลูกโซ่ของวิกฤตภัยพิบัติเกี่ยวกับธารน้ำแข็ง  บนที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ภูมิภาคทางตะวันตกของจีน หลังการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง ได้เปลี่ยนเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจุดเดียวหรือเป็นเอกเทศ ให้กลายเป็นภัยพิบัติต่อเนื่องบานปลาย เหมือนกรณีเหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มฉับพลันหลังธารน้ำแข็งพังทลายในแถบเทือกเขาหิมาลัยพรมแดนทางเหนือของเนปาล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติแบบเดียวกันในฝั่งภูมิภาคปกครองตนเองซีจ้าง(ทิเบต) ของจีนด้วย 

ปัจจุบันที่ราบสูงแห่งนี้มีธารน้ำแข็งกว่า 109,000 แห่ง ในจำนวนนี้เกินครึ่งหนึ่งอยู่ในจีน  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน ทำให้ธารน้ำแข็งหดตัวขึ้นไปอยู่บนที่สูงชัน แรงโน้มถ่วงจะเร่งให้เกิดรอยแตกร้าวและเสียรูปทรง ประกอบกับน้ำจากการละลายซึมลงไปหล่อลื่นตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นน้ำแข็งกับหิน ทำให้ธารน้ำแข็งพังทลายไถลถล่มลงมาด้วยความเร็วสูงได้ง่ายขึ้น โดยสถิติตั้งแต่ปี 2011–2020   พบเหตุการณ์น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก เฉลี่ยสูงถึง 15.2 ครั้งต่อปี  หรือ มากกว่าช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 3 เท่า

ด้วยอุณหภูมิของที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้จำนวนและขนาดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นย้ำให้ยกระดับจากการเฝ้าระวังภัยพิบัติเดี่ยว มาเป็นการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่จุดต้นน้ำไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตลูกโซ่นี้อย่างทันท่วงที




ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters

แท็กบทความ