
บรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน สถาบันคลังสมองของจีน แจ้งเตือนความเสี่ยงปฏิกิริยาลูกโซ่ของวิกฤตภัยพิบัติเกี่ยวกับธารน้ำแข็ง บนที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ภูมิภาคทางตะวันตกของจีน หลังการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง ได้เปลี่ยนเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจุดเดียวหรือเป็นเอกเทศ ให้กลายเป็นภัยพิบัติต่อเนื่องบานปลาย เหมือนกรณีเหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มฉับพลันหลังธารน้ำแข็งพังทลายในแถบเทือกเขาหิมาลัยพรมแดนทางเหนือของเนปาล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติแบบเดียวกันในฝั่งภูมิภาคปกครองตนเองซีจ้าง(ทิเบต) ของจีนด้วย
ปัจจุบันที่ราบสูงแห่งนี้มีธารน้ำแข็งกว่า 109,000 แห่ง ในจำนวนนี้เกินครึ่งหนึ่งอยู่ในจีน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน ทำให้ธารน้ำแข็งหดตัวขึ้นไปอยู่บนที่สูงชัน แรงโน้มถ่วงจะเร่งให้เกิดรอยแตกร้าวและเสียรูปทรง ประกอบกับน้ำจากการละลายซึมลงไปหล่อลื่นตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นน้ำแข็งกับหิน ทำให้ธารน้ำแข็งพังทลายไถลถล่มลงมาด้วยความเร็วสูงได้ง่ายขึ้น โดยสถิติตั้งแต่ปี 2011–2020 พบเหตุการณ์น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก เฉลี่ยสูงถึง 15.2 ครั้งต่อปี หรือ มากกว่าช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 3 เท่า
ด้วยอุณหภูมิของที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้จำนวนและขนาดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นย้ำให้ยกระดับจากการเฝ้าระวังภัยพิบัติเดี่ยว มาเป็นการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่จุดต้นน้ำไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตลูกโซ่นี้อย่างทันท่วงที
สรุปข่าว
บรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน สถาบันคลังสมองของจีน แจ้งเตือนความเสี่ยงปฏิกิริยาลูกโซ่ของวิกฤตภัยพิบัติเกี่ยวกับธารน้ำแข็ง บนที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ภูมิภาคทางตะวันตกของจีน หลังการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง ได้เปลี่ยนเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจุดเดียวหรือเป็นเอกเทศ ให้กลายเป็นภัยพิบัติต่อเนื่องบานปลาย เหมือนกรณีเหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มฉับพลันหลังธารน้ำแข็งพังทลายในแถบเทือกเขาหิมาลัยพรมแดนทางเหนือของเนปาล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติแบบเดียวกันในฝั่งภูมิภาคปกครองตนเองซีจ้าง(ทิเบต) ของจีนด้วย
ปัจจุบันที่ราบสูงแห่งนี้มีธารน้ำแข็งกว่า 109,000 แห่ง ในจำนวนนี้เกินครึ่งหนึ่งอยู่ในจีน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน ทำให้ธารน้ำแข็งหดตัวขึ้นไปอยู่บนที่สูงชัน แรงโน้มถ่วงจะเร่งให้เกิดรอยแตกร้าวและเสียรูปทรง ประกอบกับน้ำจากการละลายซึมลงไปหล่อลื่นตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นน้ำแข็งกับหิน ทำให้ธารน้ำแข็งพังทลายไถลถล่มลงมาด้วยความเร็วสูงได้ง่ายขึ้น โดยสถิติตั้งแต่ปี 2011–2020 พบเหตุการณ์น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก เฉลี่ยสูงถึง 15.2 ครั้งต่อปี หรือ มากกว่าช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 3 เท่า
ด้วยอุณหภูมิของที่ราบสูงชิงไห่-ซีจ้าง(ทิเบต) ที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้จำนวนและขนาดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นย้ำให้ยกระดับจากการเฝ้าระวังภัยพิบัติเดี่ยว มาเป็นการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่จุดต้นน้ำไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตลูกโซ่นี้อย่างทันท่วงที
- รัฐบาลเนปาลจะเก็บ DNA ของผู้เสียชีวิตที่ระบุตัวตนไม่ได้ ก่อนนำไปฝังเนื่องจากเริ่มเน่าเปื่อย
- ผู้สูญหายน้ำท่วม-ดินถล่มเนปาลเพิ่มเกือบ 2,000 คน เสียชีวิตเพิ่มเป็น 579 ราย
- เนปาล-ทิเบตเฝ้าระวัง “ทะเลสาบกั้นขวาง” เสี่ยงน้ำหลากซ้ำ
- “แมลงสาบไซบอร์ก” นักกู้ภัยจิ๋วแห่งอนาคต
- ไขปมภัยพิบัติเนปาล! 3 นักวิชาการชี้ “โลกร้อน” เร่งวิกฤตธารน้ำแข็งละลาย
