โลกร้อนเขย่าหิมาลัย! ธารน้ำแข็งถล่ม สู่ “สึนามิโคลน” กลืนพื้นที่ด้านล่าง

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนเขย่าหิมาลัย!  ธารน้ำแข็งถล่ม สู่ “สึนามิโคลน”  กลืนพื้นที่ด้านล่าง

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับโลกร้อนเร่งธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม! เปิดกลไก “หิมะ-หินถล่ม” ก่อนกลายเป็นสึนามิโคลน

 

เหตุการณ์ภัยพิบัติบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 สะท้อนความเปราะบางของพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย หลังเกิดเหตุ กองหิมะและหินถล่ม (Rock-Ice Avalanche) ร่วมกับ น้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood) โดยมวลหิน น้ำแข็ง และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลลงมากีดขวางลำน้ำ ก่อนที่แนวกั้นธรรมชาติจะพังทลายและปลดปล่อยมวลน้ำลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างฉับพลัน

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ถูกจับตามองคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังทำให้ภูมิภาคหิมาลัยเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลต่อเสถียรภาพของธารน้ำแข็งและภูเขาที่อยู่บนพื้นที่สูง

 

กลไกของเหตุการณ์เริ่มจากการแตกหักและพังทลายของธารน้ำแข็งบนภูเขา ซึ่งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ก่อนที่มวลน้ำแข็ง หิมะ และหินจะร่วงลงสู่หุบเขาด้านล่างที่มีความลึกต่างระดับกันถึงประมาณ 1,200 เมตร


สรุปข่าว

ดร.สนธิ เผย “โลกร้อน” เร่งธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลาย กระทบเสถียรภาพของภูเขา จนนำไปสู่เหตุหิมะ-หินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต โดยมวลหิน น้ำแข็ง และดินถล่มลงปิดกั้นลำน้ำ เกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ ก่อนพังทลายและปล่อยมวลน้ำ โคลน และเศษซากมหาศาลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง นักวิทยาศาสตร์ชี้ธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยกำลังละลายเร็วขึ้นถึง 2 เท่า สะท้อนความเสี่ยงภัยพิบัติที่อาจรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับโลกร้อนเร่งธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม! เปิดกลไก “หิมะ-หินถล่ม” ก่อนกลายเป็นสึนามิโคลน

 

เหตุการณ์ภัยพิบัติบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 สะท้อนความเปราะบางของพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย หลังเกิดเหตุ กองหิมะและหินถล่ม (Rock-Ice Avalanche) ร่วมกับ น้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood) โดยมวลหิน น้ำแข็ง และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลลงมากีดขวางลำน้ำ ก่อนที่แนวกั้นธรรมชาติจะพังทลายและปลดปล่อยมวลน้ำลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างฉับพลัน

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ถูกจับตามองคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังทำให้ภูมิภาคหิมาลัยเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลต่อเสถียรภาพของธารน้ำแข็งและภูเขาที่อยู่บนพื้นที่สูง

 

กลไกของเหตุการณ์เริ่มจากการแตกหักและพังทลายของธารน้ำแข็งบนภูเขา ซึ่งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ก่อนที่มวลน้ำแข็ง หิมะ และหินจะร่วงลงสู่หุบเขาด้านล่างที่มีความลึกต่างระดับกันถึงประมาณ 1,200 เมตร


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนเร่งกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้หิมะและน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือ Permafrost ซึ่งทำหน้าที่คล้าย “กาว” ช่วยยึดโครงสร้างของภูเขา ก็เกิดการละลายและเสื่อมสภาพตามไปด้วย


เมื่อโครงสร้างที่เคยช่วยยึดเหนี่ยวหินและน้ำแข็งสูญเสียความแข็งแรง ธารน้ำแข็งและมวลหินบริเวณลาดเขาจึงมีความเสี่ยงต่อการพังถล่มมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังเร่งการละลายของธารน้ำแข็งในภูมิภาค ฮินดูกูช-หิมาลัย โดยมีอัตราการสูญเสียน้ำแข็งเร็วขึ้นกว่าในอดีตถึง 2 เท่า

 

หลังจากมวลหิน ดิน และน้ำแข็งจำนวนมหาศาลพังถล่มลงมา เศษซากเหล่านี้ไหลเข้าสู่แม่น้ำ เลนเด โคลา (Lhende Khola) และกีดขวางทางน้ำจนเกิดเป็น “เขื่อนธรรมชาติชั่วคราว”

 

น้ำจึงเริ่มสะสมอยู่ด้านหลังแนวกั้นดังกล่าว แต่เมื่อปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเกินความสามารถในการรับแรงของเขื่อนธรรมชาติ แนวกั้นก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว

 

มวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลจึงถูกปลดปล่อยออกมา พร้อมไหลลงสู่แม่น้ำ โพเต โคซี (Bhote Koshi) ทางตอนใต้ด้วยความเร็วสูง


ลักษณะของกระแสน้ำที่พุ่งลงมาอย่างฉับพลันและกวาดเอาทั้งน้ำ โคลน หิน และเศษซากไปพร้อมกัน จึงมีลักษณะคล้าย “สึนามิโคลน” สามารถเข้าทำลายบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ด้านล่างได้อย่างรวดเร็ว


เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติจากการพังถล่มของธารน้ำแข็งเท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็นว่า โลกร้อนกำลังเพิ่มความเปราะบางให้กับระบบภูเขาและธารน้ำแข็งในหิมาลัย เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ขณะที่ Permafrost สูญเสียความมั่นคง ก็อาจเพิ่มโอกาสเกิดการพังถล่มและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ธารน้ำแข็งถล่ม เขื่อนธรรมชาติแตก ไปจนถึงน้ำท่วมฉับพลันและมวลโคลนถล่มในพื้นที่ด้านล่าง

 

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นอีกสัญญาณเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้กระทบเพียงอุณหภูมิหรือระดับน้ำทะเล แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงเสถียรภาพของภูเขาและเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติในพื้นที่ห่างไกลได้ด้วย

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters