เปิดสาเหตุมหาอุทกภัยเนปาล ไทยไม่มีธารน้ำแข็ง แต่เสี่ยง “แนวกั้นธรรมชาติพัง”

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดสาเหตุมหาอุทกภัยเนปาล ไทยไม่มีธารน้ำแข็ง แต่เสี่ยง “แนวกั้นธรรมชาติพัง”

เหตุการณ์น้ำป่าและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก สะท้อนอีกหนึ่งความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาวะโลกร้อน การละลายของธารน้ำแข็ง ไปจนถึงการพังทลายของแนวกั้นธรรมชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่กระแสน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลลงจากพื้นที่ภูเขาอย่างฉับพลัน

สรุปข่าว

มหาอุทกภัยเนปาลเกิดจากอะไร? ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อธิบายผลกระทบโลกร้อน ธารน้ำแข็งหิมาลัยละลาย ดินถล่ม และเตือนไทยเสี่ยงน้ำป่าจากแนวกั้นธรรมชาติพัง

เหตุการณ์น้ำป่าและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก สะท้อนอีกหนึ่งความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาวะโลกร้อน การละลายของธารน้ำแข็ง ไปจนถึงการพังทลายของแนวกั้นธรรมชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่กระแสน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลลงจากพื้นที่ภูเขาอย่างฉับพลัน

โลกร้อนทำธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายเร็วขึ้น

ผศ.ดร.ธรณ์ อธิบายว่า พื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ภูเขา และแหล่งน้ำส่วนสำคัญมาจากธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ขณะที่อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น

“ปัญหาสำคัญก็คือว่าโลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้น Glacier หรือธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น”

เขาระบุว่า ปรากฏการณ์ธารน้ำแข็งละลายและหดตัวเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ขณะที่ในเทือกเขาหิมาลัย อัตราการละลายเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต

“ในเทือกเขาหิมาลัย Glacier ละลายเร็วมาก เมื่อเทียบกับในอดีตเมื่อประมาณสัก 20-30 ปีก่อน ธารน้ำแข็งที่หิมาลัยละลายเร็วขึ้น 2 เท่าเป็นอย่างน้อย”

ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวว่า หากสถานการณ์อุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อธารน้ำแข็งในพื้นที่หิมาลัยก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

น้ำจากธารน้ำแข็ง ผนวกฝนมรสุม นำไปสู่การพังทลาย

อีกปัจจัยสำคัญคือ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงฤดูมรสุมของพื้นที่ เมื่อมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ดินและหินจึงมีน้ำสะสมอยู่มากอยู่แล้ว

เมื่อธารน้ำแข็งละลายเพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณฝนในพื้นที่ภูเขาสูงชัน จึงอาจนำไปสู่การพังทลายของมวลดิน หิน และธารน้ำแข็ง

“การละลายของ Glacier ทำให้เกิดน้ำปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ต่าง ๆ ของหิมาลัย ซึ่งเป็นเทือกเขาสูงชัน ประกอบกับช่วงนี้มันเป็นช่วงฤดูมรสุมของพื้นที่แถวนั้นด้วย ฝนตก ดินหินก็เต็มไปด้วยน้ำ”

ผศ.ดร.ธรณ์ยังอธิบายถึงประเด็นแรงสั่นสะเทือนที่มีรายงานเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า การถล่มขนาดใหญ่ของธารน้ำแข็งและหินอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่มีลักษณะคล้ายแผ่นดินไหว

“ไม่ใช่แผ่นดินไหวแล้วทำให้ Glacier ถล่ม กลายเป็นว่า Glacier กับหินถล่มลงมา มันทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนเหมือนกับแผ่นดินไหว”

ดินและหินถล่มปิดทางน้ำ ก่อนน้ำสะสมจนแนวกั้นพัง

เมื่อเกิดการถล่มในพื้นที่ภูเขาและหุบเขาที่มีลักษณะเป็นร่องแคบ มวลดิน หิน หรือธารน้ำแข็งที่ถล่มลงมาอาจไปกีดขวางทางน้ำ จนเกิดเป็นแนวกั้นธรรมชาติ

น้ำจากพื้นที่ด้านบนยังคงไหลลงมาและสะสมอยู่หลังแนวกั้นดังกล่าว มีลักษณะคล้ายทะเลสาบ ขณะที่ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“น้ำข้างบนมันก็ละลายมาสะสมตัวกันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เป็นคล้าย ๆ ทะเลสาบ แต่น้ำมันอัดมาเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวเขื่อนธรรมชาติที่เกิดจาก Glacier ถล่ม มันก็ไม่มีทางที่จะต้านทานแรงน้ำขนาดนั้นได้”

เมื่อแรงดันน้ำเพิ่มสูงขึ้น แนวกั้นธรรมชาติอาจพังลงอย่างฉับพลัน ทำให้น้ำปริมาณมหาศาลไหลลงมาตามหุบเขาและร่องน้ำ

“เมื่อน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขื่อนธรรมชาติมันก็ถล่มในฉับพลัน น้ำมันก็เลยวิ่งมา”

จากแนวกั้นพัง สู่กระแสน้ำขนาดใหญ่ไหลลงจากภูเขา

ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นร่องเขาสูงชันและมีแม่น้ำอยู่ด้านล่าง เมื่อแนวกั้นธรรมชาติพัง น้ำจึงไหลไปตามเส้นทางของหุบเขาและแม่น้ำ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่และชุมชนที่อยู่ตามแนวทางน้ำ

ในพื้นที่ที่ร่องน้ำยังแคบ ผลกระทบจากกระแสน้ำจะมีความรุนแรงมากกว่า ก่อนที่น้ำจะเริ่มกระจายตัวเมื่อแม่น้ำกว้างขึ้น

“พอมันไหลลงจากภูเขา เริ่มกว้างขึ้น มันก็ส่งผลกระทบน้อยลง เพราะว่าน้ำมันกว้างขึ้นมา แต่มันก็จะเป็นเหมือนกับน้ำเอ่อล้นตลิ่งยาวเหยียดลงไป”

เขาระบุว่า เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย โดยในช่วง 2-3 ปีก่อนก็เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกัน และผลกระทบเกิดขึ้นต่อเนื่องไปตามเส้นทางน้ำเป็นระยะทางไกล

“ลักษณะเช่นนี้มันจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น”

จากสถานการณ์โลกร้อนที่ยังคงดำเนินต่อไป ผศ.ดร.ธรณ์มองว่าภัยพิบัติในลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอีกเป็นระยะ

“ปัญหาก็คือลักษณะเช่นนี้มันจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น เพราะว่าอย่างที่เราทราบอยู่ว่าโลกร้อนขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การติดตามและคาดการณ์ว่าธารน้ำแข็งบริเวณใดจะมีความเสี่ยงต่อการพังทลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากบริเวณเทือกเขาหิมาลัยมีธารน้ำแข็งอยู่เป็นจำนวนมาก และการติดตั้งระบบติดตามครอบคลุมทุกพื้นที่ต้องใช้งบประมาณและเทคโนโลยี

“โอกาสที่เราจะไปหาดูว่า Glacier อันไหนตรงไหนที่มันจะถล่ม เพราะว่ามันละลายเร็วจัด อันนั้นคงเป็นอย่างลำบากมาก”

ไทยไม่มีธารน้ำแข็ง แต่เสี่ยง “แนวกั้นธรรมชาติพัง” ได้

แม้ประเทศไทยจะไม่มีธารน้ำแข็ง แต่ ผศ.ดร.ธรณ์ ชี้ว่ากลไกบางส่วนของภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ภูเขาของไทย

ตัวอย่างคือ การเกิดดินถล่มบริเวณต้นน้ำจนไปปิดกั้นทางน้ำ ทำให้น้ำสะสมอยู่ด้านบน ก่อนที่แนวกั้นจากดินและหินจะพังลง หากมีฝนตกหนักจำนวนมากในลักษณะที่เรียกว่า Rain Bomb ก็อาจเพิ่มปริมาณน้ำและแรงดันต่อแนวกั้นธรรมชาติ

“ในเมืองไทยเองเราไม่มี Glacier  แต่ลักษณะของการบล็อกของเขื่อนธรรมชาติเนื่องจากดินถล่มลงมาต้นน้ำแล้วบล็อก ขณะที่ฝนตกลงมาแล้วถ้าเกิดเป็นลักษณะของ Rain Bomb เยอะ ๆ”

เมื่อแนวกั้นธรรมชาติไม่สามารถต้านทานแรงดันน้ำได้ ก็อาจพังลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำ ดิน และโคลนไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างแบบฉับพลัน

“กำแพงธรรมชาติพังในฉับพลัน แล้วน้ำ ดิน โคลนไหลลงมาในฉับพลัน เราก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น”

ผศ.ดร.ธรณ์ระบุว่า ในอดีตหลายพื้นที่ของไทยเคยเกิดการไหลลงมาอย่างรวดเร็วของน้ำและโคลน โดยเฉพาะพื้นที่ตามหุบเขาและเทือกเขา พร้อมยกเหตุการณ์ในแม่สายเป็นตัวอย่าง

โจทย์สำคัญ ระบบเตือนภัยต้องใช้ได้จริงและทันเวลา

จากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติที่เกิดจากฝน น้ำป่า และดินถล่มอาจส่งผลกระทบต่อแต่ละพื้นที่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวว่า ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อดินถล่มและการปิดกั้นทางน้ำ มีหลายหน่วยงานเข้าไปพยายามวางระบบเตือนภัย แต่สิ่งสำคัญคือระบบดังกล่าวต้องสามารถใช้งานได้จริงและแจ้งเตือนได้ทันต่อสถานการณ์

“ก็มีหลายหน่วยงานเข้าไปพยายามที่จะวางระบบเตือนภัยไว้ เพียงแต่ว่าก็ขอว่าให้มันใช้ได้จริง แล้วก็ทันต่อเหตุการณ์”

เหตุการณ์น้ำป่าและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่อาจปรากฏในรูปแบบแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ ขณะที่ประเทศไทย แม้ไม่มีธารน้ำแข็ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากฝนตกหนัก ดินถล่ม การปิดกั้นทางน้ำ และการพังทลายของแนวกั้นธรรมชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่น้ำป่าและโคลนถล่มอย่างฉับพลันได้

ที่มาข้อมูล : ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ที่มารูปภาพ : Reuters

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย

แท็กบทความ

มหาอุทกภัยเนปาล
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์โลกร้อน
ธารน้ำแข็งหิมาลัย
น้ำป่าดินถล่ม