
รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ วิเคราะห์เหตุการณ์น้ำป่าและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีลักษณะใกล้เคียงกับภัยพิบัติจาก น้ำท่วมฉับพลันเนื่องจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง หรือ GLOFs (Glacial Lake Outburst Floods) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อน
ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีส่วนร่วมในการประเมินและจัดทำรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ฉบับที่ 6 ปี 2022 ระบุว่า เหตุการณ์ในพื้นที่ภูเขาสูงมีลักษณะเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเกี่ยวข้องกับการพังถล่มของหิน หิมะ และน้ำแข็ง ก่อนเปลี่ยนเป็นมวลน้ำและดินโคลนจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
ข้อมูลของ IPCC ยังชี้ว่า การสูญเสียมวลของธารน้ำแข็งทั่วโลกกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่จำนวน พื้นที่ และปริมาตรของทะเลสาบธารน้ำแข็งทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การละลายของธารน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นจึงนำไปสู่ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในพื้นที่ภูเขาสูง ทั้งการขยายตัวของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ความไม่เสถียรของมวลน้ำแข็ง และการพังทลายของภูมิประเทศ
สรุปข่าว
รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ วิเคราะห์เหตุการณ์น้ำป่าและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีลักษณะใกล้เคียงกับภัยพิบัติจาก น้ำท่วมฉับพลันเนื่องจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง หรือ GLOFs (Glacial Lake Outburst Floods) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อน
ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีส่วนร่วมในการประเมินและจัดทำรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ฉบับที่ 6 ปี 2022 ระบุว่า เหตุการณ์ในพื้นที่ภูเขาสูงมีลักษณะเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเกี่ยวข้องกับการพังถล่มของหิน หิมะ และน้ำแข็ง ก่อนเปลี่ยนเป็นมวลน้ำและดินโคลนจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
ข้อมูลของ IPCC ยังชี้ว่า การสูญเสียมวลของธารน้ำแข็งทั่วโลกกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่จำนวน พื้นที่ และปริมาตรของทะเลสาบธารน้ำแข็งทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การละลายของธารน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นจึงนำไปสู่ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในพื้นที่ภูเขาสูง ทั้งการขยายตัวของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ความไม่เสถียรของมวลน้ำแข็ง และการพังทลายของภูมิประเทศ
ดร.เสรีระบุว่า ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงสามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้ “น้ำที่ถูกกักไว้บนภูเขา” กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังมากขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์
ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต
และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ส่วนด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเป็นภูเขาสูงในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีแหล่งน้ำสำคัญจากธารน้ำแข็งจำนวนมาก
ดร.ธรณ์ระบุว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น โดยในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยมีอัตราการละลายเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า และหากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอีก 1.5-2 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยอาจสูญเสียมวลไปถึงครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็งเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับสภาพอากาศที่ร้อนผิดปกติ อย่างไรก็ตาม การระบุว่าธารน้ำแข็งจุดใดมีแนวโน้มพังถล่มเป็นเรื่องทำได้ยาก เนื่องจากพื้นที่ยอดเขาหิมาลัยมีธารน้ำแข็งอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่ประเทศในภูมิภาคยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเทคโนโลยีในการติดตั้งระบบติดตามและเฝ้าระวังให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ขณะที่ ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดจากธารน้ำแข็งแตกหักและพังถล่ม โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยเร่งสำคัญ เนื่องจากภูมิภาคหิมาลัยกำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้หิมะและน้ำแข็งละลาย รวมถึงน้ำแข็งในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือ Permafrost ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกาวช่วยยึดโครงสร้างของภูเขา เมื่อชั้นน้ำแข็งดังกล่าวละลาย หิน หิมะ และน้ำแข็งบริเวณส่วนล่างของธารน้ำแข็งจึงสูญเสียความมั่นคง เพิ่มโอกาสเกิดการพังถล่มลงสู่พื้นที่ด้านล่าง
ดร.สนธิระบุว่า ธารน้ำแข็งบนภูเขาที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เกิดการแตกหักและร่วงหล่นลงสู่พื้นหุบเขาซึ่งมีความลึกต่างระดับกันถึงประมาณ 1,200 เมตร ส่งผลให้เกิดมวลน้ำและตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง

ดร.สนธิ คชวัฒน์
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังเร่งการละลายของธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติจากน้ำและมวลตะกอนในพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ปลายน้ำในอนาคต
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลเพียงให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงเสถียรภาพของระบบภูเขาและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สูงสามารถส่งผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่ราบที่อยู่ห่างออกไปได้อย่างรวดเร็ว
- เด็ก 580 ล้านคน กำลังโตใน “โลกที่ร้อนกว่าเดิม”
- ฤทธิ์ “หิมาลัย”เดือด! ธารน้ำแข็งถล่ม-น้ำป่าทะลัก ยังสูญหายอีกนับพันราย
- ถอดบทเรียนภัยพิบัติ “ทิเบต-เนปาล” แม้ไทยไม่มีธารน้ำแข็ง แต่ก็เสี่ยงดินโคลนถล่มได้
- หิมาลัยเดือด! ธารน้ำแข็งถล่ม เปลี่ยนภูเขาเป็น “สึนามิ”
- เปิดร่องรอยมหาภัย! หิมาลัยถล่ม มวลโคลน-น้ำมหาศาลซัด “เนปาล”
