“สิงคโปร์” ทุ่มเงินสู้โลกร้อน แต่กำลังทำลาย “ผืนป่า” เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย

Share on Line Share on Facebook Share on X
“สิงคโปร์” ทุ่มเงินสู้โลกร้อน  แต่กำลังทำลาย “ผืนป่า” เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย

ประเด็นนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เมืองที่ต้องการเป็น “City in Nature” จะสามารถรับมือโลกร้อนได้จริงหรือไม่ หากยังต้องแลกพื้นที่ป่ากับการขยายเมือง 

 

สิงคโปร์กำลังจัดทำแผนระดับชาติฉบับแรกเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับทั้งความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วมชายฝั่ง น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จัดสรรเงินสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศตลอดศตวรรษนี้ รวมถึงงบประมาณราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างแนวป้องกัน เช่น เขื่อนและโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง 


แต่ขณะเดียวกัน พื้นที่ป่ารองที่เกิดขึ้นใหม่ตามธรรมชาติหลายแห่งกำลังถูกพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะ Maju Forest และ Gillman Barracks จนนำไปสู่การประท้วงของประชาชน เพราะนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์มองว่า ป่าไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังทำหน้าที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ ช่วยลดความร้อน ดูดซับน้ำ และลดความเสี่ยงน้ำท่วม 


สรุปข่าว

“สิงคโปร์” กำลังเตรียมรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้น ทั้งอุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และความเสี่ยงน้ำท่วม โดยรัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณมหาศาลสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศ แต่ในเวลาเดียวกัน สิงคโปร์กลับกำลังเผชิญคำถามสำคัญ เมื่อผืนป่าบางส่วนถูกเปิดทางให้กับการพัฒนาที่อยู่อาศัย

ประเด็นนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เมืองที่ต้องการเป็น “City in Nature” จะสามารถรับมือโลกร้อนได้จริงหรือไม่ หากยังต้องแลกพื้นที่ป่ากับการขยายเมือง 

 

สิงคโปร์กำลังจัดทำแผนระดับชาติฉบับแรกเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับทั้งความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วมชายฝั่ง น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จัดสรรเงินสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศตลอดศตวรรษนี้ รวมถึงงบประมาณราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างแนวป้องกัน เช่น เขื่อนและโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง 


แต่ขณะเดียวกัน พื้นที่ป่ารองที่เกิดขึ้นใหม่ตามธรรมชาติหลายแห่งกำลังถูกพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะ Maju Forest และ Gillman Barracks จนนำไปสู่การประท้วงของประชาชน เพราะนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์มองว่า ป่าไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังทำหน้าที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ ช่วยลดความร้อน ดูดซับน้ำ และลดความเสี่ยงน้ำท่วม 


ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า พื้นที่ใจกลางเมืองสิงคโปร์อาจมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่สีเขียวถึงประมาณ 6 องศาเซลเซียส และนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าการสูญเสียป่าอาจทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน และกระทบต่อคุณภาพอากาศ ขณะที่การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ยังประเมินว่า อากาศที่ร้อนและชื้นขึ้นอาจทำให้เวลาการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของหลายภาคส่วนลดลง 14% ภายในปี 2035 และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 2.22 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี 


รัฐบาลพยายามเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านโครงการ OneMillionTrees ซึ่งตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 ล้านต้นทั่วประเทศภายในปี 2030 และมีการปลูกไปแล้วกว่า 887,000 ต้นนับตั้งแต่ปี 2020 อย่างไรก็ตาม นักอนุรักษ์ตั้งคำถามว่า การปลูกต้นไม้ใหม่จะสามารถทดแทนประโยชน์ของป่าที่มีอยู่เดิมได้หรือไม่ เพราะต้นไม้ที่เพิ่งปลูกยังไม่สามารถให้บริการระบบนิเวศได้เทียบเท่าผืนป่าที่เติบโตเต็มที่ 


จึงเกิดข้อถกเถียงสำคัญว่า การป้องกันป่าควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือวิกฤตภูมิอากาศ เช่นเดียวกับเขื่อน ระบบระบายน้ำ และเทคโนโลยีลดความร้อนหรือไม่ เพราะหากเมืองตัดต้นไม้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรับมือโลกร้อน ก็อาจกลายเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งด้วยการสร้างปัญหาอีกด้านขึ้นมา


กรณีของสิงคโปร์สะท้อนความท้าทายของเมืองยุคโลกร้อนอย่างชัดเจน เพราะแม้จะทุ่มงบมหาศาลเพื่อสร้างความพร้อมรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว แต่การสูญเสียผืนป่ากลับอาจเพิ่มความร้อนและความเสี่ยงน้ำท่วมในระยะยาว 


บทเรียนสำคัญคือ ป่าไม่ใช่พื้นที่ว่างรอการพัฒนา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่ช่วยปกป้องเมืองจากวิกฤตภูมิอากาศ ดังนั้น การสร้างเมืองที่ “พร้อมรับมือโลกร้อน” อาจไม่ใช่แค่การสร้างกำแพงหรือระบบระบายน้ำ แต่ต้องเริ่มจากการรักษาธรรมชาติที่มีอยู่ให้ได้ด้วย

ที่มาข้อมูล : news.mongabay.com

ที่มารูปภาพ : Reuters