จาก “หิมาลัย” ถึง “แอนดีส” เมื่อโลกร้อนทำให้ภูเขาไม่มั่นคง

Share on Line Share on Facebook Share on X

ภาพจากเหตุภัยพิบัติเนปาล–ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลายเป็นภาพสะเทือนใจของโลก เมื่อมวลน้ำแข็ง หิน และโคลนมหาศาลพุ่งลงจากพื้นที่ภูเขา ก่อนเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำและเศษซากไหลถล่มชุมชนด้านล่างอย่างรวดเร็ว

หลังเกิดเหตุในเนปาล นักวิทยาศาสตร์ชิลีออกมาเตือนว่า เทือกเขาแอนดีสก็ไม่ได้ปลอดภัยเช่นกัน

เฟลิเป อูกัลเด นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิลี ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งไม่เสถียรมากขึ้น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งในบางกรณีอาจเกิด GLOF หรือ Glacial Lake Outburst Flood น้ำจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำอย่างฉับพลัน ขณะที่นักธารน้ำแข็งวิทยา อันเดรส ริเวรา อธิบายว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งละลายภายในธารน้ำแข็ง เกิดรอยแตกร้าวและการเคลื่อนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณลาดชัน จึงสามารถนำไปสู่ ดินถล่ม หิมะถล่ม และการหลุดตัวของมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่

สรุปข่าว

“เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งบนภูเขาก็กำลังถอยร่น ภูเขาสูงเหล่านี้กำลังเปลี่ยนเป็น “จุดเสี่ยงภัย” และอันตรายมากขึ้น”

ภาพจากเหตุภัยพิบัติเนปาล–ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลายเป็นภาพสะเทือนใจของโลก เมื่อมวลน้ำแข็ง หิน และโคลนมหาศาลพุ่งลงจากพื้นที่ภูเขา ก่อนเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำและเศษซากไหลถล่มชุมชนด้านล่างอย่างรวดเร็ว

หลังเกิดเหตุในเนปาล นักวิทยาศาสตร์ชิลีออกมาเตือนว่า เทือกเขาแอนดีสก็ไม่ได้ปลอดภัยเช่นกัน

เฟลิเป อูกัลเด นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิลี ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งไม่เสถียรมากขึ้น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งในบางกรณีอาจเกิด GLOF หรือ Glacial Lake Outburst Flood น้ำจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำอย่างฉับพลัน ขณะที่นักธารน้ำแข็งวิทยา อันเดรส ริเวรา อธิบายว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งละลายภายในธารน้ำแข็ง เกิดรอยแตกร้าวและการเคลื่อนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณลาดชัน จึงสามารถนำไปสู่ ดินถล่ม หิมะถล่ม และการหลุดตัวของมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่

จากหิมาลัยในเอเชีย สู่เทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาธารน้ำแข็งที่ถอยร่น ทะเลสาบที่ขยายตัว และภูเขาที่มีแนวโน้มไม่มั่นคงมากขึ้น

เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น “น้ำแข็ง” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่กำลังละลายและหายไป แต่การหายไปของมันอาจกำลังเปลี่ยนภูเขาทั้งระบบ และเพิ่มความเสี่ยงให้น้ำท่วม ดินถล่ม และมวลน้ำแข็งถล่มเกิดขึ้นได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ธารน้ำแข็งจะละลายอีกเท่าไร” แต่คือก่อนที่น้ำแข็งจะหายไป เราจะสามารถมองเห็นสัญญาณเตือนภัย และเตรียมรับมือได้ทันหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เหตุการณ์เฉพาะครั้งไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจาก Climate Change โดยตรงทั้งหมด แต่ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อธารน้ำแข็งและระบบภูเขา ทำให้ความเสี่ยงจากการพังถล่มและน้ำท่วมฉับพลันน่าจับตามากขึ้น

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

avatar

TNNThailand