โลกจ่อร้อนทะลุ 1.5°C UNEP เตือน “โลกร้อนเกินจุดปลอดภัย” อาจเกิดในไม่กี่ปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกจ่อร้อนทะลุ 1.5°C UNEP เตือน “โลกร้อนเกินจุดปลอดภัย”  อาจเกิดในไม่กี่ปี

โลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อ UNEP เตือนว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสภายในไม่กี่ปีข้างหน้าซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงและความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ ทั่วโลก แต่รายงานย้ำว่า การทะลุ 1.5°C ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้โลกยอมแพ้ เพราะทุกเศษเสี้ยวขององศาที่ยับยั้งได้ยังมีความหมายต่ออนาคตของมนุษยชาติ

 

รายงานใหม่ของ UNEP เสนอแนวทางที่เรียกว่า “Overshoot, Peak and Decline” หรือการที่อุณหภูมิโลกทะลุ 1.5°C ขึ้นไป แตะจุดสูงสุด แล้วจึงค่อย ๆ ลดลงกลับมาใกล้ระดับ 1.5°C โดย UNEP ระบุว่า แม้รัฐบาลทั่วโลกจะดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และทำได้เกินกว่าคำมั่นสัญญาปัจจุบัน อุณหภูมิโลกในกรณีดีที่สุดก็ยังอาจพุ่งไปถึงประมาณ 1.8°C ก่อนจะลดลง


สรุปข่าว

โลกอาจร้อนเกิน 1.5°C ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและยิ่งอุณหภูมิสูงเกินเป้านานเท่าไร ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วและจุดเปลี่ยนที่ย้อนกลับไม่ได้ยิ่งเพิ่มขึ้นแม้มีโอกาสลดอุณหภูมิกลับลงได้ แต่กรณีดีที่สุดยังอาจแตะ 1.8°C จึงต้องทำให้ช่วงที่โลกร้อนเกิน 1.5°C สั้นและน้อยที่สุด Greenpeace เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกเร่งลดเชื้อเพลิงฟอสซิล หยุดทำลายป่า ขยายพลังงานหมุนเวียน และลดมีเทนเพราะทุกเศษเสี้ยวขององศายังคงมีความหมาย

โลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อ UNEP เตือนว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสภายในไม่กี่ปีข้างหน้าซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงและความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ ทั่วโลก แต่รายงานย้ำว่า การทะลุ 1.5°C ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้โลกยอมแพ้ เพราะทุกเศษเสี้ยวขององศาที่ยับยั้งได้ยังมีความหมายต่ออนาคตของมนุษยชาติ

 

รายงานใหม่ของ UNEP เสนอแนวทางที่เรียกว่า “Overshoot, Peak and Decline” หรือการที่อุณหภูมิโลกทะลุ 1.5°C ขึ้นไป แตะจุดสูงสุด แล้วจึงค่อย ๆ ลดลงกลับมาใกล้ระดับ 1.5°C โดย UNEP ระบุว่า แม้รัฐบาลทั่วโลกจะดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และทำได้เกินกว่าคำมั่นสัญญาปัจจุบัน อุณหภูมิโลกในกรณีดีที่สุดก็ยังอาจพุ่งไปถึงประมาณ 1.8°C ก่อนจะลดลง


ปัจจุบันภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์เข้าใกล้ระดับ 1.4°C แล้ว และหากแนวโน้มการปล่อยก๊าซยังดำเนินต่อไป อุณหภูมิอาจแตะ 1.5°C ภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ โดย UNEP ประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โลกเหลืองบประมาณการปล่อย CO₂เพิ่มเติมเพียงประมาณ 130,000 ล้านตันหากต้องการรักษาโอกาส 50% ในการจำกัดโลกร้อนไว้ที่ 1.5°C ซึ่งหมายความว่าการปล่อย CO₂จะต้องลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับปี 2025 จนเป็นศูนย์ภายในเวลาเพียงประมาณ 6 ปี

 

ผลกระทบจากการทะลุ 1.5°C จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่สภาพอากาศ แต่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งการสูญเสียน้ำแข็งในอาร์กติกและธารน้ำแข็ง การละลายของชั้นดินเยือกแข็งถาวร ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง มหาสมุทรเป็นกรดมากขึ้น ตลอดจนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำที่ได้รับผลกระทบ

 

พื้นที่ชายฝั่งและรัฐหมู่เกาะขนาดเล็กก็มีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบสำคัญของโลกบางระบบอาจเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนที่ย้อนกลับไม่ได้”เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกตะวันตก การเสื่อมโทรมของป่าแอมะซอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก หรือ AMOC 


Greenpeace จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งเปลี่ยนผ่านออกจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซฟอสซิลพร้อมหยุดการทำลายป่าและเร่งขยายพลังงานหมุนเวียน รวมถึงลดการปล่อยมีเทน เพราะยิ่งอุณหภูมิพุ่งสูงมากเท่าไร โลกก็ยิ่งต้องกำจัด CO₂ออกจากชั้นบรรยากาศมากขึ้นเพื่อดึงอุณหภูมิกลับลงมา

อีกประเด็นสำคัญคือ “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ควรเป็นกลุ่มที่เร่งลดการปล่อยมากที่สุด และต้องช่วยเหลือประเทศและชุมชนที่เปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด แม้มีส่วนก่อปัญหาน้อยกว่า

 

รายงาน UNEP ส่งสัญญาณเตือนว่าโลกอาจทะลุ 1.5°C ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและแม้จะสามารถลดอุณหภูมิกลับลงได้ในอนาคต แต่ความเสียหายบางส่วนอาจเกิดขึ้นอย่างถาวร


ดังนั้น เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การยอมรับว่า 1.5°C “จบแล้ว” แต่คือการทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือระดับนี้สั้นที่สุดและอุณหภูมิสูงเกินไปให้น้อยที่สุด สิ่งที่ต้องทำทันทีคือลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลครั้งใหญ่ ปกป้องป่าและมหาสมุทร ลดมีเทน เพิ่มพลังงานหมุนเวียน และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพราะทุกเศษเสี้ยวขององศาที่ลดได้ ยังคงช่วยลดความเสียหายของโลกในอนาคตได้

ที่มาข้อมูล : greenpeace.org

ที่มารูปภาพ : NASA