
โลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อ UNEP เตือนว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสภายในไม่กี่ปีข้างหน้าซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงและความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ ทั่วโลก แต่รายงานย้ำว่า การทะลุ 1.5°C ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้โลกยอมแพ้ เพราะทุกเศษเสี้ยวขององศาที่ยับยั้งได้ยังมีความหมายต่ออนาคตของมนุษยชาติ
รายงานใหม่ของ UNEP เสนอแนวทางที่เรียกว่า “Overshoot, Peak and Decline” หรือการที่อุณหภูมิโลกทะลุ 1.5°C ขึ้นไป แตะจุดสูงสุด แล้วจึงค่อย ๆ ลดลงกลับมาใกล้ระดับ 1.5°C โดย UNEP ระบุว่า แม้รัฐบาลทั่วโลกจะดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และทำได้เกินกว่าคำมั่นสัญญาปัจจุบัน อุณหภูมิโลกในกรณีดีที่สุดก็ยังอาจพุ่งไปถึงประมาณ 1.8°C ก่อนจะลดลง
สรุปข่าว
โลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อ UNEP เตือนว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสภายในไม่กี่ปีข้างหน้าซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงและความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ ทั่วโลก แต่รายงานย้ำว่า การทะลุ 1.5°C ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้โลกยอมแพ้ เพราะทุกเศษเสี้ยวขององศาที่ยับยั้งได้ยังมีความหมายต่ออนาคตของมนุษยชาติ
รายงานใหม่ของ UNEP เสนอแนวทางที่เรียกว่า “Overshoot, Peak and Decline” หรือการที่อุณหภูมิโลกทะลุ 1.5°C ขึ้นไป แตะจุดสูงสุด แล้วจึงค่อย ๆ ลดลงกลับมาใกล้ระดับ 1.5°C โดย UNEP ระบุว่า แม้รัฐบาลทั่วโลกจะดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และทำได้เกินกว่าคำมั่นสัญญาปัจจุบัน อุณหภูมิโลกในกรณีดีที่สุดก็ยังอาจพุ่งไปถึงประมาณ 1.8°C ก่อนจะลดลง
ปัจจุบันภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์เข้าใกล้ระดับ 1.4°C แล้ว และหากแนวโน้มการปล่อยก๊าซยังดำเนินต่อไป อุณหภูมิอาจแตะ 1.5°C ภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ โดย UNEP ประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โลกเหลืองบประมาณการปล่อย CO₂เพิ่มเติมเพียงประมาณ 130,000 ล้านตันหากต้องการรักษาโอกาส 50% ในการจำกัดโลกร้อนไว้ที่ 1.5°C ซึ่งหมายความว่าการปล่อย CO₂จะต้องลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับปี 2025 จนเป็นศูนย์ภายในเวลาเพียงประมาณ 6 ปี
ผลกระทบจากการทะลุ 1.5°C จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่สภาพอากาศ แต่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งการสูญเสียน้ำแข็งในอาร์กติกและธารน้ำแข็ง การละลายของชั้นดินเยือกแข็งถาวร ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง มหาสมุทรเป็นกรดมากขึ้น ตลอดจนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำที่ได้รับผลกระทบ
พื้นที่ชายฝั่งและรัฐหมู่เกาะขนาดเล็กก็มีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบสำคัญของโลกบางระบบอาจเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนที่ย้อนกลับไม่ได้”เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกตะวันตก การเสื่อมโทรมของป่าแอมะซอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก หรือ AMOC
Greenpeace จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งเปลี่ยนผ่านออกจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซฟอสซิลพร้อมหยุดการทำลายป่าและเร่งขยายพลังงานหมุนเวียน รวมถึงลดการปล่อยมีเทน เพราะยิ่งอุณหภูมิพุ่งสูงมากเท่าไร โลกก็ยิ่งต้องกำจัด CO₂ออกจากชั้นบรรยากาศมากขึ้นเพื่อดึงอุณหภูมิกลับลงมา
อีกประเด็นสำคัญคือ “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ควรเป็นกลุ่มที่เร่งลดการปล่อยมากที่สุด และต้องช่วยเหลือประเทศและชุมชนที่เปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด แม้มีส่วนก่อปัญหาน้อยกว่า
รายงาน UNEP ส่งสัญญาณเตือนว่าโลกอาจทะลุ 1.5°C ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและแม้จะสามารถลดอุณหภูมิกลับลงได้ในอนาคต แต่ความเสียหายบางส่วนอาจเกิดขึ้นอย่างถาวร
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การยอมรับว่า 1.5°C “จบแล้ว” แต่คือการทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือระดับนี้สั้นที่สุดและอุณหภูมิสูงเกินไปให้น้อยที่สุด สิ่งที่ต้องทำทันทีคือลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลครั้งใหญ่ ปกป้องป่าและมหาสมุทร ลดมีเทน เพิ่มพลังงานหมุนเวียน และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพราะทุกเศษเสี้ยวขององศาที่ลดได้ ยังคงช่วยลดความเสียหายของโลกในอนาคตได้
- วิกฤตอาหารยุคใหม่! เด็กขาดสารอาหาร–โรคอ้วนพุ่ง กระทบอนาคตประเทศ
- ปล่อยน้อย แต่เจ็บหนัก! “เนปาล” เหยื่อโลกร้อน จากวิกฤตที่ไม่ได้ก่อ
- ยูเอ็นเตือน “เอลนีโญ” รุนแรงระดับ "ก๊อดซิล่า" หนักสุดใน 1,000 ปี
- วิกฤต “เมดิเตอร์เรเนียน” ข้อมูลกว่า 40 ปีเผย ร้อนขึ้น-กรดเพิ่ม-ออกซิเจนลด
- “โลกร้อน” ปลุกภัยบนยอดเขา ละลาย “กาวธรรมชาติ” เสี่ยงภูเขาถล่มได้ทุกเมื่อ!
ที่มาข้อมูล : greenpeace.org
ที่มารูปภาพ : NASA
