ไฟป่าอินโดฯ ลามข้ามพรมแดน หมอกควันถล่มอาเซียน หวั่นป่าพรุกลายเป็น “ระเบิดคาร์บอน”

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไฟป่าอินโดฯ ลามข้ามพรมแดน หมอกควันถล่มอาเซียน  หวั่นป่าพรุกลายเป็น “ระเบิดคาร์บอน”

วิกฤตไฟป่าในอินโดนีเซียกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หลังกลุ่มควันจากพื้นที่ไฟไหม้ในเกาะสุมาตราและกาลิมันตันแพร่กระจายข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ ขณะที่บางพื้นที่มีค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับ “เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง” และสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO มากกว่า 15 เท่า


ไฟป่าหลายจุดในสุมาตราและกาลิมันตันลุกไหม้มาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม โดยภาวะซูเปอร์เอลนีโญและสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น


กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่เชื่อมโยงกับผลกระทบจากไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตรมากกว่า 50,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากกว่า 12,000 ราย


สรุปข่าว

ไฟป่าในอินโดนีเซียกำลังลุกลามสู่ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน หลังหมอกควันปกคลุมหลายพื้นที่และแพร่กระจายไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ กระทบสุขภาพประชาชนหลายล้านคน ขณะที่มาเลเซียต้องเร่งปฏิบัติการทำฝนเทียมเพื่อรับมือกับคุณภาพอากาศที่เลวร้ายลง ท่ามกลางความกังวลว่าไฟที่กำลังเผาผลาญป่าพรุขนาดใหญ่อาจปลดปล่อยคาร์บอนมหาศาล และซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนให้รุนแรงยิ่งขึ้น

วิกฤตไฟป่าในอินโดนีเซียกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หลังกลุ่มควันจากพื้นที่ไฟไหม้ในเกาะสุมาตราและกาลิมันตันแพร่กระจายข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ ขณะที่บางพื้นที่มีค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับ “เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง” และสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO มากกว่า 15 เท่า


ไฟป่าหลายจุดในสุมาตราและกาลิมันตันลุกไหม้มาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม โดยภาวะซูเปอร์เอลนีโญและสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น


กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่เชื่อมโยงกับผลกระทบจากไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตรมากกว่า 50,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากกว่า 12,000 ราย


ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในอินโดนีเซีย โดยประชาชนในฟิลิปปินส์เริ่มรายงานอาการระคายเคืองตา จมูก และลำคอ ขณะที่มาเลเซียพบผู้ป่วยโรคหอบหืดและเยื่อบุตาอักเสบเพิ่มขึ้น ท่ามกลางคุณภาพอากาศที่แย่ลงจากหมอกควันที่พัดข้ามพรมแดน


ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วิกฤตไฟป่าของอินโดนีเซียไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ทั้งการเปิดพื้นที่ป่าฝนและป่าพรุเพื่อทำไม้ การเกษตรเชิงอุตสาหกรรม และโครงการพัฒนา


โดยเฉพาะการระบายน้ำออกจากพื้นที่ป่าพรุ รวมถึงการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ทำให้ผืนดินที่เคยมีความชุ่มชื้นกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าซ้ำซาก


สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษ คือไฟกำลังลุกไหม้ในพื้นที่ป่าพรุขนาดใหญ่ของกาลิมันตัน ซึ่งถือเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดมหาศาล แต่เมื่อป่าพรุถูกระบายน้ำหรือถูกเผา คาร์บอนที่สะสมอยู่ในดินมาเป็นเวลานานนับพันปีสามารถถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว จนผู้เชี่ยวชาญเปรียบสถานการณ์นี้ว่าอาจกลายเป็น “ระเบิดคาร์บอน” ที่ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากซูเปอร์เอลนีโญยังคงรุนแรงต่อเนื่อง สถานการณ์ไฟป่าอาจเลวร้ายลงอย่างมาก โดยมีการประเมินว่าพื้นที่ป่าในอินโดนีเซียอาจได้รับความเสียหายจากไฟไหม้สูงถึง 68 ล้านไร่ ซึ่งใกล้เคียงกับวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรงในช่วงปี 1997-1998


ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้อินโดนีเซียระบุว่า การรับมือไฟป่ากำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤต พร้อมเตือนว่าเดือนกันยายนอาจเป็นช่วงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญมีความรุนแรงสูง และจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการควบคุมสถานการณ์


ขณะที่มาเลเซียเริ่มปฏิบัติการทำฝนเทียมเป็นเวลา 3 วัน เพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควันอันตรายที่ปกคลุมรัฐซาราวัก หลังควันจากไฟป่าในอินโดนีเซียส่งผลให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ลดลงจนอยู่ในระดับน่ากังวล


คณะกรรมการจัดการภัยพิบัติแห่งรัฐซาราวักระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายทั้งเพื่อลดความหนาแน่นของหมอกควัน และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองเพื่อเตรียมรับมือกับสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยมุ่งเน้นพื้นที่เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง และพื้นที่รับน้ำอีก 13 แห่ง


ประชาชนในรัฐซาราวักบนเกาะบอร์เนียวต้องเผชิญกับหมอกควันหนาทึบต่อเนื่องหลายวัน หลังกลุ่มควันจากพื้นที่กาลิมันตันของอินโดนีเซียพัดเข้าปกคลุม ส่งผลให้มีรายงานปัญหาระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น


ทางการมาเลเซียจะติดตามการก่อตัวของเมฆและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสภาพบรรยากาศและประสิทธิภาพของปฏิบัติการทำฝนเทียม ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดนอาจทวีความรุนแรงขึ้น หากสภาพอากาศแห้งแล้งและไฟป่าในอินโดนีเซียยังไม่สามารถควบคุมได้


วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้ประโยชน์จากที่ดิน และผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters

แท็กบทความ