ความเชื่อมั่น "จีน" พุ่งแซงหน้าสหรัฐฯ จากผลสำรวจ 36 ประเทศ ทั่วโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
ความเชื่อมั่น "จีน" พุ่งแซงหน้าสหรัฐฯ จากผลสำรวจ 36 ประเทศ ทั่วโลก

ผลสำรวจใน 6 ทวีปทั่วโลกชี้ว่า ประเทศส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มากกว่าสหรัฐอเมริกาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สถาบันวิจัย Pew Research Center ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 42,000 คน ใน 36 ประเทศ/ดินแดน ระหว่างวันที่ 8 ก.พ. ถึง 13 พ.ค. 2569 และเผยแพร่ผลสำรวจเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ก.ค.)

สรุปข่าว

ทัศนคติต่อสหรัฐฯ ย่ำแย่ลงหลังจากทรัมป์เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน โดยผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ และมีความเชื่อมั่นต่อทรัมป์น้อยลง

ผลสำรวจใน 6 ทวีปทั่วโลกชี้ว่า ประเทศส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มากกว่าสหรัฐอเมริกาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สถาบันวิจัย Pew Research Center ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 42,000 คน ใน 36 ประเทศ/ดินแดน ระหว่างวันที่ 8 ก.พ. ถึง 13 พ.ค. 2569 และเผยแพร่ผลสำรวจเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ก.ค.)

ข้อมูลสำคัญจากผลสำรวจ 25 จาก 36 ประเทศ/ดินแดน มีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนมากกว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง รวมถึงในแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของสหรัฐฯ

6 ประเทศ มีทัศนคติเชิงบวกต่อสหรัฐฯ มากกว่าจีน ได้แก่ โปแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น และอิสราเอล 5 ประเทศ/ดินแดน มีทัศนคติต่อจีนและสหรัฐฯ ใกล้เคียงกัน

22 ประเทศมีความเชื่อมั่นต่อสี จิ้นผิง มากกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าระดับความเชื่อมั่นต่อผู้นำทั้งสองยังอยู่ในระดับต่ำก็ตามสหรัฐฯ มีคะแนนเหนือกว่าจีนเพียงด้านเดียว คือการเคารพเสรีภาพส่วนบุคคล แต่มีผลต่างของคะแนนเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณา 20 ประเทศที่มีข้อมูลเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2566 พบว่า ปัจจุบัน 46% มีทัศนคติเชิงบวกต่อจีน เทียบกับ 36% ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อสหรัฐฯ สวนทางกับเมื่อสามปีที่แล้วซึ่ง 58% มีทัศนคติเชิงบวกต่อสหรัฐฯ และ 32% มีทัศนคติเชิงบวกต่อจีน

ผลสำรวจยังพบว่า ประเทศพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ บางส่วนมีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยในแคนาดา สัดส่วนผู้มีทัศนคติเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ลดลงจาก 57% ในปี 2566 เหลือเพียง 33% ขณะที่ผู้มีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 44% โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา และกล่าวซ้ำหลายครั้งว่าแคนาดาควรเป็น รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน ก็มีทัศนคติที่เปลี่ยนไปในทางบวกต่อจีนเช่นกัน โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่ถดถอยลงจากข้อพิพาทด้านภาษี การกดดันพันธมิตรนาโตให้เพิ่มงบกลาโหม การวิจารณ์ยุโรปที่ไม่สนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่าน รวมถึงการเรียกร้องให้เดนมาร์กขายกรีนแลนด์ให้แก่สหรัฐฯ

ผลสำรวจยังพบว่า ปัจจุบัน ทัศนคติในภูมิภาคลาตินอเมริกาเริ่มเอนเอียงไปทางจีนมากกว่าสหรัฐฯ เล็กน้อย โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์เข้าควบคุมเวเนซุเอลา รวมถึงข่มขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อเม็กซิโก โคลอมเบีย และคิวบา ตลอดจนสั่งการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนภายใต้ภารกิจที่อ้างว่าเป็นการปราบปรามยาเสพติด

ลอรา ซิลเวอร์ รองผู้อำนวยการ Pew Research Center และผู้ร่วมจัดทำรายงาน ระบุว่า มุมมองบางส่วนต่อสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดหรือใกล้เคียงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีของการจัดทำผลสำรวจทั่วโลกของ Pew ที่จีนถูกมองในแง่บวกมากกว่าสหรัฐฯ

ซิลเวอร์ระบุว่า จีนได้รับประโยชน์จากภาพลักษณ์การเป็น พันธมิตรที่น่าเชื่อถือกว่า โดยปัจจัยสำคัญมาจากทัศนคติที่ดีขึ้นต่อจีน หลังประเทศฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในทางตรงกันข้าม ทัศนคติต่อสหรัฐฯ ย่ำแย่ลงหลังจากทรัมป์เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน โดยผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ และมีความเชื่อมั่นต่อทรัมป์น้อยลง

ที่มาข้อมูล : Pew Research Center

ที่มารูปภาพ : TNN

Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน