ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงเริ่มต้นไตรมาสที่ 3 เปิดตลาดที่ระดับประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และได้ปรับตัวลดลงจนหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลงมาเล็กน้อย ในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 1 ก.ค. 69 ได้สัมภาษณ์นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด เพื่อวิเคราะห์ทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำในระยะนี้
ปัจจัยกดดันราคาทองคำ
ปัจจุบันการลงทุนในทองคำให้ปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกระแสเงินลงทุนในตลาดโลกไหลเข้าไปอยู่ในกลุ่มชิป (Chip) เป็นจำนวนมาก
ราคาชิปที่แพงขึ้นไม่ได้มาจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความต้องการที่สูงขึ้นจากหลายบริษัทที่กลัวว่าจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน
ชิปได้กลายเป็นต้นทุนใหม่ในชีวิตประจำวัน เช่น ในโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้ต้นทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นและดึงให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
จากปัจจัยเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงส่งสัญญาณในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งส่งผลกดดันต่อราคาทองคำ
สรุปข่าว
ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงเริ่มต้นไตรมาสที่ 3 เปิดตลาดที่ระดับประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และได้ปรับตัวลดลงจนหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลงมาเล็กน้อย ในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 1 ก.ค. 69 ได้สัมภาษณ์นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด เพื่อวิเคราะห์ทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำในระยะนี้
ปัจจัยกดดันราคาทองคำ
ปัจจุบันการลงทุนในทองคำให้ปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกระแสเงินลงทุนในตลาดโลกไหลเข้าไปอยู่ในกลุ่มชิป (Chip) เป็นจำนวนมาก
ราคาชิปที่แพงขึ้นไม่ได้มาจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความต้องการที่สูงขึ้นจากหลายบริษัทที่กลัวว่าจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน
ชิปได้กลายเป็นต้นทุนใหม่ในชีวิตประจำวัน เช่น ในโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้ต้นทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นและดึงให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
จากปัจจัยเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงส่งสัญญาณในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งส่งผลกดดันต่อราคาทองคำ
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะนำ "เด้งชอร์ต"
คุณธนะเกียรติประเมินความน่าจะเป็นที่ราคาทองคำจะปรับตัวลงต่อไว้สูงถึงเกือบ 80% เนื่องจากภาพเชิงลบที่มีต่อทองคำในขณะนี้มีมากกว่าภาพเชิงบวก
กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำในระยะนี้คือการ "เด้งชอร์ต"
โดยมองว่าหากราคามีการรีบาวด์ (Rebound) หรือปรับตัวขึ้นไปแต่ไม่ผ่านแนวต้านที่บริเวณ 4,090 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แนะนำให้เน้นการทำกำไรฝั่งขาลง
สำหรับแนวรับจิตวิทยาด้านล่าง ประเมินไว้ที่ระดับ 3,900, 3,800 และ 3,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ตามลำดับ
กลยุทธ์ระยะยาว จุดเข้าซื้อสะสมทองคำแท่ง
สำหรับนักลงทุนระยะยาว แนวรับสุดท้ายที่แข็งแกร่งและแนะนำให้ทยอยเข้าซื้อสะสมทองคำแท่งได้ จะอยู่ที่บริเวณ 3,654 - 3,655 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
เมื่อคำนวณเปรียบเทียบเป็นราคาทองคำในประเทศ จะอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 58,000 บาทต่อ 1 บาททองคำ
คุณธนะเกียรติให้มุมมองส่วนตัวว่า หากราคาทองคำปรับตัวลงมาต่ำกว่า 60,000 บาท จะทำการเข้าซื้อสะสมเพิ่มเป็นเท่าตัว เนื่องจากมองว่าตลาดยังไม่หลุดแนวโน้ม
ความเสี่ยง "ฟองสบู่ AI" จุดพลิกผันราคาทอง
แม้แนวโน้มหลักในระยะนี้จะเป็นขาลง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ราคาทองคำกลับตัวเป็นขาขึ้นได้ นั่นคือประเด็นเรื่องฟองสบู่ชิปและ AI
ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) นักลงทุนชื่อดัง เริ่มออกมาเตือนถึงความเสี่ยงฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มชิป โดยมองว่าราคาปรับตัวแพงเกินไป และมีนักลงทุนรายย่อยเข้ามาเก็งกำไรจำนวนมาก
สิ่งที่ต้องจับตาคือการประกาศผลประกอบการของบริษัทกลุ่มชิปในช่วงเดือนกรกฎาคมและตุลาคม
หากผลประกอบการออกมาไม่ดีเท่าที่ควร จะทำให้เกิดความผิดหวังและนำไปสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ครอบคลุมตลาด
เมื่อเกิดภาวะความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปีนี้ด้วยเช่นกัน
ที่มาข้อมูล : ธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด
ที่มารูปภาพ : รายการ WEALTH LIVE วันที่ 1 กรกฎาคม 2569
จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน
