วิเคราะห์แนวโน้มทองคำรอบใหม่ ชี้เป้าสะสม 62,000-64,700 บาท

Share on Line Share on Facebook Share on X

ราคาทองคำโลกยังคงยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 22 ก.ค. 69 นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ได้ประเมินว่าราคาทองคำได้ทะลุกรอบแนวต้านและเข้าสู่ "ต้นเทรนด์ขาขึ้น" อย่างชัดเจน พร้อมแนะกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ

4 ปัจจัยพื้นฐานหนุนราคาทองคำขาขึ้น

นายธนะเกียรติ ประเมินปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลบวกต่อราคาทองคำในระยะนี้ ประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • สัญญาณการเจรจาหยุดยิง สหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีสัญญาณการเจรจาโดยมีกาตาร์และปากีสถานเป็นตัวกลาง ซึ่งสถิติ 2 ครั้งที่ผ่านมาเมื่อมีการหยุดยิง ราคาทองคำมักปรับตัวสูงขึ้น (แม้การหยุดยิงจะทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทางเรือลดลงจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่คลี่คลาย แต่ภาพรวมทองคำยังคงได้ประโยชน์)

  • นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะต่ออายุและเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 12-15% ซึ่งจะสร้างภาระให้ผู้นำเข้าและส่งออก ส่งผลให้การค้าลดลงและเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในทองคำ

  • ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ลดลง หากสงครามยุติ เฟด (Fed) อาจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังคงปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง การฝากเงินจึงน่าสนใจน้อยลงและผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าสู่ทองคำ

  • วิกฤตหนี้สาธารณะสหรัฐฯ (ปัจจัยระยะยาว) ปัจจุบันหนี้สาธารณะสหรัฐฯ พุ่งสูงเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงถึง 122% การขยายเพดานหนี้อย่างต่อเนื่องจะไปลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ทองคำโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว

สรุปข่าว

คลาสสิก ออสสิริส ชี้ราคาทองคำเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่ รับแรงหนุนจาก 4 ปัจจัยพื้นฐาน ทั้งสัญญาณหยุดยิง นโยบายภาษีสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง และหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ประเมินโอกาสที่ทองไทยจะหลุด 60,000 บาทมีน้อยมาก แนะนำกลยุทธ์ย่อซื้อสะสมในกรอบ 62,000-64,700 บาท ส่วนราคาทองคำโลกมองเป้าหมายปลายปีที่ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ราคาทองคำโลกยังคงยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 22 ก.ค. 69 นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ได้ประเมินว่าราคาทองคำได้ทะลุกรอบแนวต้านและเข้าสู่ "ต้นเทรนด์ขาขึ้น" อย่างชัดเจน พร้อมแนะกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ

4 ปัจจัยพื้นฐานหนุนราคาทองคำขาขึ้น

นายธนะเกียรติ ประเมินปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลบวกต่อราคาทองคำในระยะนี้ ประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • สัญญาณการเจรจาหยุดยิง สหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีสัญญาณการเจรจาโดยมีกาตาร์และปากีสถานเป็นตัวกลาง ซึ่งสถิติ 2 ครั้งที่ผ่านมาเมื่อมีการหยุดยิง ราคาทองคำมักปรับตัวสูงขึ้น (แม้การหยุดยิงจะทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทางเรือลดลงจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่คลี่คลาย แต่ภาพรวมทองคำยังคงได้ประโยชน์)

  • นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะต่ออายุและเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 12-15% ซึ่งจะสร้างภาระให้ผู้นำเข้าและส่งออก ส่งผลให้การค้าลดลงและเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในทองคำ

  • ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ลดลง หากสงครามยุติ เฟด (Fed) อาจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังคงปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง การฝากเงินจึงน่าสนใจน้อยลงและผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าสู่ทองคำ

  • วิกฤตหนี้สาธารณะสหรัฐฯ (ปัจจัยระยะยาว) ปัจจุบันหนี้สาธารณะสหรัฐฯ พุ่งสูงเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงถึง 122% การขยายเพดานหนี้อย่างต่อเนื่องจะไปลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ทองคำโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว

สัญญาณเทคนิคคอนเฟิร์มขาขึ้น แนะกลยุทธ์ย่อซื้อ

ในมุมมองทางเทคนิค กราฟราคาทองคำได้ทะลุกรอบสามเหลี่ยมและแนวต้านการแกว่งตัวขาลง (Sideway Down) เป็นการยืนยันแนวโน้มขาขึ้นทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมีกลยุทธ์ที่แนะนำดังนี้

  • ทองคำไทย (96.5%) โอกาสที่ราคาทองคำไทยจะปรับตัวลดลงจนหลุดระดับ 60,000 บาทในปีนี้แทบจะไม่มีแล้ว โดยประเมินจุดต่ำสุด (Low) ของรอบนี้ไว้ที่ประมาณ 62,000 บาท และแนะนำให้ทยอยเข้าซื้อสะสมในระยะกลางที่ระดับราคาประมาณ 64,700 บาท พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ที่ความเสี่ยงประมาณ 2,000 บาทจากต้นทุน

  • ทองคำโลก (Spot Gold) ระยะสั้นหากราคาย่อตัวลงมาแต่ไม่หลุดแนวรับ 4,077 ดอลลาร์ ยังเป็นจุดที่สามารถเข้าซื้อสะสมได้ โดยมีเป้าหมายทำกำไรระยะสั้นที่ 4,200 ดอลลาร์ ส่วนเป้าหมายปลายปี 2026 ประเมินแบบระมัดระวังไว้ที่ระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ใกล้เคียงกับคาดการณ์ขั้นต่ำของสถาบัน BMO Capital ที่ให้ไว้ระดับ 4,625 ดอลลาร์)

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน