จัดพอร์ตหุ้นสิงหาคม มองหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า-สื่อสารเด่น

Share on Line Share on Facebook Share on X

แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยเดือนสิงหาคม เน้นตั้งรับ (Defensive) ชูโรงไฟฟ้า การเงิน สื่อสาร สวนทางงบตลาดชะลอตัว เตือนจับตาฟันด์โฟลว์-สงคราม และแนะเลี่ยงลงทุนทองคำ

รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สัมภาษณ์ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนในเดือนสิงหาคม ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและความผันผวน

ลุ้น SET ผ่าน 1,600 จุด - อิเล็กทรอนิกส์แค่ฟื้นระยะสั้นนายประกิต ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสสูงที่จะผ่านระดับ 1,600 จุด โดยในระยะสั้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น DELTA, KCE, HANA) มีโอกาสฟื้นตัวหรือเด้งกลับขึ้นมาได้ รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่อาจมีแรงซื้อคืน อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากงบของ DELTA ล่าสุดได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปราะบางด้านต้นทุน ซึ่งอาจทำให้ตลาดยังมีแรงขายกดดันต่อเนื่องได้

ชู "โรงไฟฟ้า-การเงิน-สื่อสาร" แกร่งสวนตลาด

สำหรับทิศทางผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ คาดว่าจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และแทบไม่มีการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่คาดว่างบจะออกมาโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า (เช่น GULF) กลุ่มการเงิน และกลุ่มสื่อสาร (เช่น ADVANC) ทั้งนี้ แม้ภาพรวมงบจะชะลอตัว แต่ประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต้องปรับลดประมาณการ (Downgrade) ตลาดแต่อย่างใด

สรุปข่าว

บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ประเมินดัชนีหุ้นไทยมีลุ้นผ่าน 1,600 จุด โดยระยะสั้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และธนาคารมีโอกาสฟื้นตัว แต่ภาพรวมเดือนสิงหาคมควรเน้นกลยุทธ์ตั้งรับ (Defensive) เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และแรงขายของต่างชาติที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับงบไตรมาส 2 แม้ส่วนใหญ่จะชะลอตัว แต่กลุ่มโรงไฟฟ้า การเงิน และสื่อสารยังคงทำผลงานได้โดดเด่น จึงแนะนำกลยุทธ์เลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และควรหลีกเลี่ยงทองคำไปก่อน เนื่องจากปัจจัยกดดันด้านอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ยังคงปรับลดลงได้ยาก

แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยเดือนสิงหาคม เน้นตั้งรับ (Defensive) ชูโรงไฟฟ้า การเงิน สื่อสาร สวนทางงบตลาดชะลอตัว เตือนจับตาฟันด์โฟลว์-สงคราม และแนะเลี่ยงลงทุนทองคำ

รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สัมภาษณ์ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนในเดือนสิงหาคม ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและความผันผวน

ลุ้น SET ผ่าน 1,600 จุด - อิเล็กทรอนิกส์แค่ฟื้นระยะสั้นนายประกิต ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสสูงที่จะผ่านระดับ 1,600 จุด โดยในระยะสั้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น DELTA, KCE, HANA) มีโอกาสฟื้นตัวหรือเด้งกลับขึ้นมาได้ รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่อาจมีแรงซื้อคืน อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากงบของ DELTA ล่าสุดได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปราะบางด้านต้นทุน ซึ่งอาจทำให้ตลาดยังมีแรงขายกดดันต่อเนื่องได้

ชู "โรงไฟฟ้า-การเงิน-สื่อสาร" แกร่งสวนตลาด

สำหรับทิศทางผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ คาดว่าจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และแทบไม่มีการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่คาดว่างบจะออกมาโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า (เช่น GULF) กลุ่มการเงิน และกลุ่มสื่อสาร (เช่น ADVANC) ทั้งนี้ แม้ภาพรวมงบจะชะลอตัว แต่ประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต้องปรับลดประมาณการ (Downgrade) ตลาดแต่อย่างใด

กลยุทธ์สิงหาคม เน้นตั้งรับ (Defensive) รับมือปัจจัยเสี่ยง

ในเดือนสิงหาคม ตลาดเริ่มผ่อนคลายและเข้าใจทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มากขึ้น สะท้อนจากดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การจัดพอร์ตลงทุนยังคงต้องเน้น "ตั้งรับ" (Defensive) เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวัง ได้แก่

  • สถานการณ์สงคราม ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นการปะทะกับอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสุ่มเสี่ยงของราคาน้ำมัน

  • ความกังวลด้านเงินเฟ้อ

  • กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิในระดับพันกว่าล้านบาทบ่อยครั้งขึ้น หากยังคงมีการเทขายต่อเนื่อง ถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

แนะหลีกเลี่ยง "ทองคำ" เหตุปัจจัยกดดันยังลากยาว

นายประกิต แนะนำให้ "หลีกเลี่ยง" การลงทุนในทองคำช่วงนี้ เนื่องจากปัจจัยด้านอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ปรับลดลงได้ยาก โดยสาเหตุไม่ได้มาจากเงินเฟ้อหรือสงคราม แต่เป็นเพราะภาคธุรกิจยังมีภาระการลงทุน (CapEx) ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มซบเซาไปอีกระยะ

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน