น้ำมันพุ่งดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย แนะชะลอลงทุนหุ้นไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X

บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ชี้ราคาน้ำมันจ่อ 100 ดอลลาร์ เสี่ยงปลุกเงินเฟ้อ คาด Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ แนะนักลงทุนชะลอหุ้นไทย หาจังหวะเก็บหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยผ่านรายการ WEALTH LIVE ว่า ทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนใกล้แตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจดึงให้ภาวะเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ประกอบกับคลังน้ำมันสำรองของประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลกอยู่ในระดับที่ต่ำมากจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา

จากแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสสูงที่จะกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ โดยอาจเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่การประชุมในเดือนกันยายนเป็นต้นไป และมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง

สรุปข่าว

ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งจ่อ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางคลังสำรองทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำ กำลังปลุกความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดความน่าสนใจ แนะนำให้ชะลอการลงทุนและทยอยขายทำกำไรแม้แต่ในกลุ่มพลังงานที่เสี่ยงถูกรัฐแทรกแซง ทว่าฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับเป็นจังหวะดีในการสะสมหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคฯ ขณะที่ทองคำมีแนวโน้มพักฐานจากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์และดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น

บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ชี้ราคาน้ำมันจ่อ 100 ดอลลาร์ เสี่ยงปลุกเงินเฟ้อ คาด Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ แนะนักลงทุนชะลอหุ้นไทย หาจังหวะเก็บหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยผ่านรายการ WEALTH LIVE ว่า ทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนใกล้แตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจดึงให้ภาวะเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ประกอบกับคลังน้ำมันสำรองของประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลกอยู่ในระดับที่ต่ำมากจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา

จากแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสสูงที่จะกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ โดยอาจเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่การประชุมในเดือนกันยายนเป็นต้นไป และมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย (SET) ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน แนะนำให้นักลงทุน "ชะลอการลงทุน" โดยไม่ควรเข้าซื้อหุ้นเพิ่ม และควรเน้นการถือครองเงินสดเป็นหลัก หากมีกำไรแนะนำให้หาจังหวะทยอยขายออก รวมถึงหุ้นในกลุ่มพลังงานของไทย แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกจะปรับตัวขึ้น แต่มีความเสี่ยงที่ภาครัฐอาจเข้ามาแทรกแซงเพื่อควบคุมราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน

ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยเข้าซื้อสะสม โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เซมิคอนดักเตอร์, ชิปหน่วยความจำ, คลาวด์ และ Data Center เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเดินหน้าทุ่มเม็ดเงินลงทุน (CapEx) มหาศาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หุ้นในกลุ่มซัพพลายเชนเหล่านี้เติบโตได้อย่างโดดเด่น

ส่วนทิศทางราคาทองคำ ประเมินว่าอาจเข้าสู่ช่วงของการพักฐาน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า จึงแนะนำให้นักลงทุนรอดูสถานการณ์ความชัดเจนไปก่อน

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน