ทองคำปลายปีลุ้นแตะ 5,000 ดอลลาร์ MTS Gold แนะทยอยสะสม

Share on Line Share on Facebook Share on X

เจาะลึกแนวโน้มราคาทองคำ รับมือความผันผวนจากสงครามและดอกเบี้ยเฟด

รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 22 มิ.ย. 69 ได้สัมภาษณ์ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก ถึงทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนในราคาทองคำ ท่ามกลางความกังวลเรื่องสงครามตะวันออกกลางและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำในปัจจุบัน

  • สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง หากการสู้รบจำกัดวงอยู่เพียงอิสราเอลกับเลบานอน ราคาน้ำมันจะไม่ปรับสูงขึ้น แต่หากความขัดแย้งลุกลามถึงอิหร่าน หรือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันราคาทองคำ

  • ความสัมพันธ์ของน้ำมันและทองคำ ปัจจุบันมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น น้ำมันดิบเบรนท์ต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) จะส่งผลให้เงินเฟ้อลดลง และทำให้ราคาทองคำเริ่มทรงตัวและกลับมาเป็นขาขึ้นได้

  • ทิศทางดอกเบี้ยเฟด ราคาทองคำที่ตกลงมาในช่วงสัปดาห์ก่อน เกิดจากความเห็นของกรรมการเฟด 4-5 ท่าน ที่ส่งสัญญาณว่าอาจมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปีนี้ เฟดอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างมากเพียง 1 ครั้ง

  • แรงซื้อจากกองทุน SPDR มีสัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้นเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกองทุน SPDR ได้กลับมาเข้าซื้อทองคำประมาณ 7 ตัน หลังจากที่เทขายมาตลอดในช่วง 5 เดือนกว่า 59 ตัน

  • การปรับเป้าหมายของสถาบันระดับโลก ล่าสุด โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำลงจาก 5,400 เหรียญสหรัฐฯ ลงมาเหลือ 4,900 เหรียญสหรัฐฯ

สรุปข่าว

MTS Gold ประเมินทิศทางราคาทองคำกำลังเข้าสู่ช่วงปลายวัฏจักรขาลง โดยมีแนวรับสำคัญระยะสั้นที่ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ พร้อมแนะจับตาสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันดิบโลก หากไม่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง จะเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นและมีลุ้นทำเป้าหมายแตะ 5,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 78,000 - 80,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนระยะยาวทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาย่อตัว ส่วนนักลงทุนระยะสั้นควรเน้นทำกำไรตามรอบการแกว่งตัว

เจาะลึกแนวโน้มราคาทองคำ รับมือความผันผวนจากสงครามและดอกเบี้ยเฟด

รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 22 มิ.ย. 69 ได้สัมภาษณ์ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก ถึงทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนในราคาทองคำ ท่ามกลางความกังวลเรื่องสงครามตะวันออกกลางและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำในปัจจุบัน

  • สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง หากการสู้รบจำกัดวงอยู่เพียงอิสราเอลกับเลบานอน ราคาน้ำมันจะไม่ปรับสูงขึ้น แต่หากความขัดแย้งลุกลามถึงอิหร่าน หรือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันราคาทองคำ

  • ความสัมพันธ์ของน้ำมันและทองคำ ปัจจุบันมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น น้ำมันดิบเบรนท์ต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) จะส่งผลให้เงินเฟ้อลดลง และทำให้ราคาทองคำเริ่มทรงตัวและกลับมาเป็นขาขึ้นได้

  • ทิศทางดอกเบี้ยเฟด ราคาทองคำที่ตกลงมาในช่วงสัปดาห์ก่อน เกิดจากความเห็นของกรรมการเฟด 4-5 ท่าน ที่ส่งสัญญาณว่าอาจมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปีนี้ เฟดอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างมากเพียง 1 ครั้ง

  • แรงซื้อจากกองทุน SPDR มีสัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้นเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกองทุน SPDR ได้กลับมาเข้าซื้อทองคำประมาณ 7 ตัน หลังจากที่เทขายมาตลอดในช่วง 5 เดือนกว่า 59 ตัน

  • การปรับเป้าหมายของสถาบันระดับโลก ล่าสุด โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำลงจาก 5,400 เหรียญสหรัฐฯ ลงมาเหลือ 4,900 เหรียญสหรัฐฯ

แนวรับและเป้าหมายราคาทองคำ

  • วัฏจักรขาลงใกล้สิ้นสุด ปัจจุบันราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 4,184 เหรียญสหรัฐฯ โดยภาพรวมของทองคำตอนนี้อยู่ในช่วงปลายของทิศทางขาลง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 เดือนจึงจะจบวัฏจักร

  • แนวรับระยะสั้น แนวรับสำคัญที่สุดจะอยู่ที่ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ถ้วน ซึ่งเทียบเท่ากับราคาทองคำไทยบริเวณ 63,900 - 64,000 บาท

  • แนวรับกรณีปรับฐานลึก หากราคาทองคำโลกหลุดระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ราคาทองคำไทยมีโอกาสปรับลดลงไปอีกประมาณ 1,500 บาท หรือลงไปอยู่ที่บริเวณ 62,000 บาท (บวกลบ)

  • เป้าหมายปลายปี 69 หากทิศทางเงินเฟ้อเริ่มปรับลดลง ราคาทองคำมีโอกาสดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 5,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 78,000 - 80,000 บาทต่อบาททองคำ

กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม

  • สำหรับนักลงทุนระยะยาว ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่ดีในการทยอยซื้อสะสมในลักษณะเดียวกับที่ธนาคารกลางต่างๆ กำลังทำ โดยแนะนำให้เข้าเก็บทุกครั้งที่ราคาทองคำไทยปรับตัวลดลง 400 - 500 บาทต่อบาททองคำ

  • สำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การแกว่งตัว (Swing Trade) โดยสามารถเก็งกำไรได้ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายไปตามกรอบราคาที่เหวี่ยงตัวในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน