นักวิเคราะห์ ชี้ "ราคาน้ำมัน" อาจใช้เวลา 4-8 สัปดาห์กว่าจะมีเสถียรภาพ

Share on Line Share on Facebook Share on X
นักวิเคราะห์ ชี้ "ราคาน้ำมัน" อาจใช้เวลา 4-8 สัปดาห์กว่าจะมีเสถียรภาพ

ราคาน้ำมันอาจใช้เวลาประมาณ 4 - 8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มมีเสถียรภาพ

หนังสือพิมพ์กัลฟ์นิวส์ (Gulf News) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานโดยอ้างอิงความเห็นของนักวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันอาจใช้เวลาประมาณ 4 - 8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มมีเสถียรภาพ แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งในปลายสัปดาห์นี้ก็ตาม เนื่องจากปัญหาเรือบรรทุกน้ำมันที่ยังติดค้าง ค่าประกันภัยที่พุ่งสูง คลังสำรองน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ในขณะนี้ จะยังคงทำให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยง (risk premium) ในตลาดพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อไป

กัลฟ์นิวส์รายงานในวันพุธ (17 มิ.ย.) ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงสงครามที่เกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์แล้ว เนื่องจากเทรดเดอร์ได้ซึมซับกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน รวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าแม้ตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะตอบสนองการคาดการณ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดน้ำมันทางกายภาพ (physical market) น่าจะใช้เวลานานกว่านั้นมากในการกลับคืนสู่ภาวะปกติ

สรุปข่าว

นักวิเคราะห์ ชี้ "ราคาน้ำมัน" อาจใช้เวลาประมาณ 4 - 8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มมีเสถียรภาพ แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งในปลายสัปดาห์นี้ก็ตาม เนื่องจากปัญหาเรือบรรทุกน้ำมันที่ยังติดค้าง ค่าประกันภัยที่พุ่งสูง

ราคาน้ำมันอาจใช้เวลาประมาณ 4 - 8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มมีเสถียรภาพ

หนังสือพิมพ์กัลฟ์นิวส์ (Gulf News) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานโดยอ้างอิงความเห็นของนักวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันอาจใช้เวลาประมาณ 4 - 8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มมีเสถียรภาพ แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งในปลายสัปดาห์นี้ก็ตาม เนื่องจากปัญหาเรือบรรทุกน้ำมันที่ยังติดค้าง ค่าประกันภัยที่พุ่งสูง คลังสำรองน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ในขณะนี้ จะยังคงทำให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยง (risk premium) ในตลาดพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อไป

กัลฟ์นิวส์รายงานในวันพุธ (17 มิ.ย.) ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงสงครามที่เกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์แล้ว เนื่องจากเทรดเดอร์ได้ซึมซับกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน รวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าแม้ตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะตอบสนองการคาดการณ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดน้ำมันทางกายภาพ (physical market) น่าจะใช้เวลานานกว่านั้นมากในการกลับคืนสู่ภาวะปกติ

รายงานระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการค้าโลก ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดจำเป็นต้องเห็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรือบรรทุกน้ำมันสามารถสัญจรได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง ก่อนที่จะตัดค่าพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เหลืออยู่ออกไปจากราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า วิกฤตการณ์ดังกล่าวได้ตอกย้ำให้เห็นถึงการที่โลกยังคงต้องพึ่งพาการไหลเวียนของพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นปัจจัยเร่งให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับหันมาเพิ่มความพยายามในการพัฒนาท่อขนส่งน้ำมันและเส้นทางส่งออกทางเลือก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดความเปราะบางต่อการหยุดชะงักของอุปทานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย.) สหรัฐฯ ปากีสถาน และอิหร่าน ได้ประกาศว่า อิหร่านและสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปที่จะนำไปสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติสงคราม หลังจากที่ได้มีการเจรจาร่วมกันมานานหลายสัปดาห์

ล่าสุด สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยในช่วงเช้าวันนี้ (18 มิ.ย.) ว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทางระบบดิจิทัลแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ

บากาอีกล่าวว่า เดิมทีนั้น พิธีลงนามดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นแบบต่อหน้า ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) "แต่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เราได้พิจารณาเรื่องนี้เพิ่มเติม และได้ข้อสรุปว่า ทางเลือกที่ดีกว่าคือการให้ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศลงนามในข้อตกลงผ่านระบบดิจิทัล" บากาอีกล่าว และระบุเพิ่มเติมว่า การลงนามทางดิจิทัลโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศจะช่วยเพิ่มต้นทุนในกรณีที่มีการละเมิดข้อตกลง

ด้านนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามใน MOU ทางระบบดิจิทัลแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ในทันที ซึ่งในขั้นแรกนี้ อิหร่านจะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซในทันที ขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในทันทีเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ และขับเคลื่อนความพยายามไปสู่ข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างต่อไป

ที่มาข้อมูล : IQ

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ