“เอลนีโญ” ปัจจัยเสี่ยง ที่เศรษฐกิจไทย ต้องรับมือปี 2569

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอลนีโญ” ปัจจัยเสี่ยง ที่เศรษฐกิจไทย ต้องรับมือปี 2569

ภาวะเอลนีโญในปี 2569 กำลังเป็นประเด็นที่หลายหน่วยงานติดตามอย่างใกล้ชิด โดยกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ประเมินแนวโน้มและผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำ ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จับตาความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ ส่วนศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC มองว่า หากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาด อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต กำลังซื้อของประชาชน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

 

กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ปัจจุบันปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO) ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ได้เปลี่ยนเข้าสู่ภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน และมีแนวโน้มคงอยู่ต่อเนื่องจนถึงช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 โดยมีโอกาสพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลังรุนแรงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570 ด้วยความน่าจะเป็น 63%

 

สอดคล้องกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ที่อ้างอิงข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ซึ่งคาดว่าไทยจะเผชิญภาวะเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ถึงเมษายน 2570 โดยเอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งตรงกับช่วงฝนทิ้งช่วงของไทย อาจกระทบปริมาณน้ำต้นทุนและเสี่ยงเกิดปัญหาน้ำไม่เพียงพอสำหรับการผลิตประปาในบางพื้นที่

 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่พึ่งพาปริมาณน้ำฝน ซึ่งอาจเผชิญผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านราคาอาหาร ขณะเดียวกัน ผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปยังภาคธุรกิจผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อกำลังซื้อของประชาชนและอัตราเงินเฟ้อ หากราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น

สรุปข่าว

เอลนีโญปี 2569 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดแค่ภาคเกษตร แต่ยังอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนธุรกิจ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน หลายหน่วยงานแนะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ภาวะเอลนีโญในปี 2569 กำลังเป็นประเด็นที่หลายหน่วยงานติดตามอย่างใกล้ชิด โดยกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ประเมินแนวโน้มและผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำ ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จับตาความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ ส่วนศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC มองว่า หากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาด อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต กำลังซื้อของประชาชน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

 

กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ปัจจุบันปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO) ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ได้เปลี่ยนเข้าสู่ภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน และมีแนวโน้มคงอยู่ต่อเนื่องจนถึงช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 โดยมีโอกาสพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลังรุนแรงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570 ด้วยความน่าจะเป็น 63%

 

สอดคล้องกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ที่อ้างอิงข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ซึ่งคาดว่าไทยจะเผชิญภาวะเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ถึงเมษายน 2570 โดยเอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งตรงกับช่วงฝนทิ้งช่วงของไทย อาจกระทบปริมาณน้ำต้นทุนและเสี่ยงเกิดปัญหาน้ำไม่เพียงพอสำหรับการผลิตประปาในบางพื้นที่

 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่พึ่งพาปริมาณน้ำฝน ซึ่งอาจเผชิญผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านราคาอาหาร ขณะเดียวกัน ผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปยังภาคธุรกิจผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อกำลังซื้อของประชาชนและอัตราเงินเฟ้อ หากราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในไตรมาส 1/2569 ภาคเกษตรมีสัดส่วนราว 8.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และภาคเกษตรยังเป็นแหล่งจ้างงานของแรงงานไทยราว 30% ของการจ้างงานทั้งหมด ทำให้ผลกระทบจากเอลนีโญอาจส่งผ่านไปยังรายได้ครัวเรือนและกำลังซื้อในวงกว้าง

 

หากย้อนกลับไปในช่วงเอลนีโญปี 2558-2559 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB Analytics ประเมินว่า ภัยแล้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 84,000 ล้านบาท   สะท้อนว่าภัยแล้งสามารถส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งรายได้ครัวเรือน กำลังซื้อ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

 

ด้านข้อมูลจากที่ ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ความรุนแรงของภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลให้ราคาอาหารสดปรับตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยราคาอาหารสดเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทำให้แรงกดดันด้านราคาสามารถส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนได้เร็วกว่าที่คาด


ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปี 2569 เนื่องจากอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและกำลังซื้อของประชาชน หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงกว่าที่คาด นอกจากนี้ SCB EIC ยังมองว่า ความเสี่ยงจากเอลนีโญที่เกิดขึ้นพร้อมกับปัจจัยภายนอก อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ กระทบการบริโภคภายในประเทศ และทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าศักยภาพ

 

แม้ผลกระทบของเอลนีโญจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของปรากฏการณ์ แต่หลายหน่วยงานประเมินตรงกันว่า ภัยแล้งและปริมาณน้ำที่ลดลงอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569