ประเทศยากจนก็ทำได้! “มาลาวี” เปิดระบบกักเก็บไฟฟ้า สู้ภัยแล้ง-ลดไฟดับ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ประเทศยากจนก็ทำได้! “มาลาวี” เปิดระบบกักเก็บไฟฟ้า  สู้ภัยแล้ง-ลดไฟดับ

“มาลาวี” เดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดใช้งานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ขนาด 20 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นระบบระดับสาธารณูปโภคแห่งเดียวในแอฟริกาตอนใต้นอกเหนือจากแอฟริกาใต้และนามิเบีย ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศที่ประชาชนยังเข้าถึงไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 4 ของประชากร พร้อมรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังกระทบการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอย่างหนัก

เจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้ามาลาวี (ESCOM) เปิดใช้งานระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบบแบตเตอรี่จะช่วยกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงกลางวัน และปล่อยกลับเข้าสู่ระบบในช่วงกลางคืน ซึ่งช่วยลดปัญหาไฟฟ้าดับและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายไฟฟ้าโดยไม่ต้องลงทุนด้านเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเหมือนโรงไฟฟ้าดีเซล

สรุปข่าว

“มาลาวี” เปิดใช้ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 20 เมกะวัตต์แห่งแรกของประเทศ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้าและรับมือผลกระทบจากเอลนีโญที่กระทบการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ระบบดังกล่าวจะช่วยกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินจากช่วงกลางวันมาใช้ในช่วงกลางคืน ช่วยลดไฟดับจากเฉลี่ย 4 ชั่วโมง เหลือน้อยกว่า 2 ชั่วโมง และเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าให้กว่า 600,000 ครัวเรือน โดยมาลาวีตั้งเป้าเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าจาก 25% เป็น 70% ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าสร้างระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มอีก 3 แห่ง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

“มาลาวี” เดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดใช้งานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ขนาด 20 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นระบบระดับสาธารณูปโภคแห่งเดียวในแอฟริกาตอนใต้นอกเหนือจากแอฟริกาใต้และนามิเบีย ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศที่ประชาชนยังเข้าถึงไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 4 ของประชากร พร้อมรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังกระทบการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอย่างหนัก

เจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้ามาลาวี (ESCOM) เปิดใช้งานระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบบแบตเตอรี่จะช่วยกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงกลางวัน และปล่อยกลับเข้าสู่ระบบในช่วงกลางคืน ซึ่งช่วยลดปัญหาไฟฟ้าดับและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายไฟฟ้าโดยไม่ต้องลงทุนด้านเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเหมือนโรงไฟฟ้าดีเซล

การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มาลาวีกำลังเผชิญผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและคาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำไชร์ (Shire River) ลดลง แม่น้ำสายนี้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลักของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณสองในสามของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

รัฐบาลมาลาวีตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนประชาชนที่เข้าถึงไฟฟ้าจากปัจจุบันเพียง 25% ให้เป็น 70% ภายในปี 2573 หลังจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากพายุไซโคลนเฟรดดี (Cyclone Freddy) เมื่อสามปีก่อน ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของประเทศขาดความมั่นคง

ปัจจุบัน มาลาวีมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 580 เมกะวัตต์ โดยพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนเพียง 100 เมกะวัตต์ ขณะที่รัฐบาลมีแผนสร้างระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เพิ่มเติมอีก 3 แห่ง รวมกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ ในอีกสองเมือง

นายแฮร์รี แกรนต์ เจ้าของธุรกิจในพื้นที่ กล่าวว่า เขาหวังว่าโครงการนี้จะช่วยยุติปัญหาไฟดับที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อได้และสร้างรายได้ให้ประชาชนมากขึ้น

ด้านนายฌอง มาทังกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของมาลาวี กล่าวว่า รัฐบาลมั่นใจว่าการเปิดใช้งานระบบดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงมากขึ้น และเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

โครงการแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Global Energy Alliance for People and Planet โดยคาดว่าจะช่วยให้ครัวเรือนอีกกว่า 600,000 หลังคาเรือน เข้าถึงไฟฟ้า และลดระยะเวลาไฟดับเฉลี่ยจากประมาณ 4 ชั่วโมง เหลือน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

นางแครอล โคช รองประธานองค์กร Global Energy Alliance for People and Planet อธิบายว่า ระบบแบตเตอรี่ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพราะใช้ไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงกลางวันมาเก็บไว้ ก่อนนำกลับมาใช้ในช่วงที่มีความต้องการสูงในเวลากลางคืน ทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการสูญเสียพลังงานที่เดิมต้องปล่อยทิ้ง

มาลาวีเปิดใช้งานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับสาธารณูปโภคแห่งแรก เพื่อเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้าและรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนกว่า 600,000 ครัวเรือน เข้าถึงไฟฟ้า ลดระยะเวลาไฟดับลงกว่าครึ่ง และเป็นต้นแบบการใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศกำลังพัฒนา

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters

แท็กบทความ

มาลาวี
พลังงานแบตเตอรี่
โลกร้อนเอลนีโญไฟฟ้าพลังน้ำ