
โดยปกติแล้วสกีรีสอร์ตในชิลีจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป แต่สำหรับปีนี้ฤดูหนาวมาช้าไปจากเดิม และทำให้ปริมาณหิมะต่ำกว่าปกติ แต่เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศพัดพาความชื้นจำนวนมหาศาลจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่เทือกเขาแอนดีส ส่งผลให้เกิดหิมะตกหนักต่อเนื่องนานกว่า 1 สัปดาห์
จากข้อมูลระบุว่า สกีรีสอร์ตบางแห่งมีหิมะตกสะสมสูงกว่า 2.5 เมตร ภายในระยะเวลาเพียง 5 วัน ขณะที่บางพื้นที่ของเทือกเขาแอนดีสมีหิมะสะสมสูงกว่า 15 เมตร ซึ่งระยะเวลาและปริมาณหิมะที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติอย่างมาก หลายพื้นที่มีหิมะสะสมเทียบเท่ากับปริมาณหิมะที่ตกทั้งฤดูกาลภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และมีแนวโน้มว่าจะเกิดหิมะตกเพิ่มอีกในช่วงปลายเดือน
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเหตุการณ์หิมะตกหนักผิดปกติในชิลีและภูมิภาคอเมริกาใต้ครั้งนี้เป็นผลจากปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังพัฒนา ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศมีความชื้นมากกว่ากว่าปกติ และเพิ่มโอกาสในการเกิดฝนและหิมะตกมากกว่าเดิม
สรุปข่าว
โดยปกติแล้วสกีรีสอร์ตในชิลีจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป แต่สำหรับปีนี้ฤดูหนาวมาช้าไปจากเดิม และทำให้ปริมาณหิมะต่ำกว่าปกติ แต่เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศพัดพาความชื้นจำนวนมหาศาลจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่เทือกเขาแอนดีส ส่งผลให้เกิดหิมะตกหนักต่อเนื่องนานกว่า 1 สัปดาห์
จากข้อมูลระบุว่า สกีรีสอร์ตบางแห่งมีหิมะตกสะสมสูงกว่า 2.5 เมตร ภายในระยะเวลาเพียง 5 วัน ขณะที่บางพื้นที่ของเทือกเขาแอนดีสมีหิมะสะสมสูงกว่า 15 เมตร ซึ่งระยะเวลาและปริมาณหิมะที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติอย่างมาก หลายพื้นที่มีหิมะสะสมเทียบเท่ากับปริมาณหิมะที่ตกทั้งฤดูกาลภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน และมีแนวโน้มว่าจะเกิดหิมะตกเพิ่มอีกในช่วงปลายเดือน
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเหตุการณ์หิมะตกหนักผิดปกติในชิลีและภูมิภาคอเมริกาใต้ครั้งนี้เป็นผลจากปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังพัฒนา ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศมีความชื้นมากกว่ากว่าปกติ และเพิ่มโอกาสในการเกิดฝนและหิมะตกมากกว่าเดิม
รายงานล่าสุดจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า ปัจจุบันมีโอกาสมากกว่า 81% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะพัฒนาเป็น “เอลนีโญระดับรุนแรงมาก” ภายในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมนี้ และหากเกิดขึ้นจริงก็จะทำให้เอลนีโญครั้งนี้ติดอันดับหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1950 ที่มีการบันทึกข้อมูลไว้
แม้ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะมีความเชื่อมโยงกับอากาศร้อนจัดและภัยแล้งในภูมิภาคเอเชีย และออสเตรเลีย แต่สำหรับชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ อิทธิพลของเอลนีโญจะก่อให้เกิดฝนและหิมะตกหนักผิดปกติได้
- สัญญาณ “เอลนีโญ” เริ่มชัด ทะเลอุ่นกระทบประมง “เปรู” ระบบนิเวศพังลามถึงเศรษฐกิจ
- “โลกร้อน” ดันน้ำทะเลสูง ชาวอังกฤษกว่า 13 ล้านชีวิต อาจต้องย้ายชุมชนครั้งใหญ่!
- นักวิทย์ฯ เตือน "เอลนีโญ" อาจเล่นงานแคลิฟอร์เนียทั้งปี
- มาเลเซียเตือน “เอลนีโญ” แรง หวั่นปี 2570 ร้อนทุบสถิติ
- เกาะติดวิกฤตเอลนีโญ ปลายปีจะทวีความรุนแรง ลุ้นพายุพาดผ่าน 1-2 ลูก
ที่มาข้อมูล : theinertia.com
ที่มารูปภาพ : Reuters
