
พื้นที่ตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญคลื่นความร้อนยาวนาน โดยหลายพื้นที่มีอุณหภูมิพุ่งทะลุ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป จนทางการต้องประกาศเตือนภัยจากอากาศร้อน ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า นอกจากสภาพอากาศเฉพาะหน้าแล้ว ภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังร่วมกันผลักดันให้อุณหภูมิสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ฤดูหนาวที่ฝนตกหนักผิดปกติในช่วงปลายปี
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (National Weather Service) ออกประกาศเตือนภัยจากคลื่นความร้อนในหลายพื้นที่ของรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ หลังคลื่นความร้อนปกคลุมพื้นที่ต่อเนื่อง และคาดว่าวันที่ 23 กรกฎาคม จะเป็นวันที่ร้อนที่สุดของระลอกนี้ โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่แตะระดับเลขสามหลักขององศาฟาเรนไฮต์ หรือมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
สรุปข่าว
พื้นที่ตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญคลื่นความร้อนยาวนาน โดยหลายพื้นที่มีอุณหภูมิพุ่งทะลุ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป จนทางการต้องประกาศเตือนภัยจากอากาศร้อน ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า นอกจากสภาพอากาศเฉพาะหน้าแล้ว ภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังร่วมกันผลักดันให้อุณหภูมิสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ฤดูหนาวที่ฝนตกหนักผิดปกติในช่วงปลายปี
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (National Weather Service) ออกประกาศเตือนภัยจากคลื่นความร้อนในหลายพื้นที่ของรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ หลังคลื่นความร้อนปกคลุมพื้นที่ต่อเนื่อง และคาดว่าวันที่ 23 กรกฎาคม จะเป็นวันที่ร้อนที่สุดของระลอกนี้ โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่แตะระดับเลขสามหลักขององศาฟาเรนไฮต์ หรือมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ อุณหภูมิในช่วงกลางคืนยังคงสูงกว่าค่าปกติ ทำให้ประชาชนแทบไม่มีโอกาสคลายร้อน และคาดว่าสภาพอากาศร้อนจัดจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นสัปดาห์หน้า โดยอุณหภูมิแทบไม่เปลี่ยนแปลง
เดวิด นีลิน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศและมหาสมุทร มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) อธิบายว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ รูปแบบสภาพอากาศในระยะสั้น ภาวะโลกร้อนระยะยาว และปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งล้วนส่งเสริมให้อุณหภูมิสูงขึ้น
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลง โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่า ปีนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเอลนีโญที่อาจรุนแรงมาก และมีโอกาสทำลายสถิติในช่วงฤดูหนาว
แม้เอลนีโญจะทำให้ฤดูร้อนร้อนจัดขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพิ่มโอกาสที่รัฐแคลิฟอร์เนียจะเผชิญฤดูหนาวที่มีฝนตกมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุน้ำท่วมและดินถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาที่ไม่เคยเผชิญฝนตกหนักในระดับดังกล่าวมาก่อน
ขณะเดียวกัน อุณหภูมิผิวน้ำทะเลนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน ส่งผลให้เกิด คลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwave) ซึ่งเป็นภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติเป็นเวลานาน นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า คลื่นความร้อนในทะเลส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล เพราะสัตว์ทะเลไม่สามารถหลบหนีหรือระบายความร้อนได้เหมือนมนุษย์ ทำให้ระบบนิเวศทางทะเลได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งการฟอกขาวของปะการัง การเปลี่ยนแปลงแหล่งอาศัย และการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ
ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่า หากเอลนีโญทวีกำลังแรงขึ้นในช่วงปลายปี พร้อมกับแนวโน้มโลกร้อนที่ยังดำเนินต่อไป รัฐแคลิฟอร์เนียอาจต้องเผชิญทั้งคลื่นความร้อนรุนแรงในฤดูร้อน และฝนตกหนักผิดปกติในฤดูหนาว ซึ่งจะสร้างความท้าทายต่อการรับมือภัยพิบัติและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในอนาคต
- ยุโรปวิกฤต! โลกร้อนซ้ำเติมภัยแล้ง น้ำเริ่มไม่พอใช้
- จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไทยได้รับผลกระทบแค่ไหน
- จับตาเส้นทางพายุเข้าไทย อุตุฯ คาดปีนี้เข้าไทย 1-2 ลูก ช่วงส.ค.-ก.ย.
- รุ่นเล็ก แบกรับวิกฤตใหญ่! เด็กทั่วโลกเผชิญภัยโลกร้อน ที่ไม่ได้เป็นคนสร้าง
- ยุโรปแล้งหนักกว่าที่คิด! วิกฤตขาดน้ำลามทั่วทวีป กระทบเกษตร-เศรษฐกิจ
