ฝนตกแต่ไร้น้ำ! เจาะลึกวิกฤต "Strong El Niño" ใน Killing Zone กับภัยแล้งแสนล้านที่ไทยต้องแลก
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 สัมภาษณ์คุณไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เรื่องสำคัญที่สังคมอาจสับสน หรือรับทราบข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาโปรยปรายในหลายพื้นที่ช่วงนี้ หากมองเพียงผิวเผิน ประชาชนส่วนใหญ่คงวางใจว่าประเทศไทยกำลังมีความสุขกับความชุ่มฉ่ำ และรอดพ้นจากภัยแล้งไปได้อีกปี แต่ในมุมมองของนักบริหารจัดการน้ำและนักเศรษฐศาสตร์ ภาพฝนตกในวันนี้อาจเป็นเพียง "ภาพลวงตาทางภูมิอากาศ" เพราะปริมาณฝนในหลายพื้นที่ตกลงมาน้อยกว่าเกณฑ์
คุณไพฑูรย์ สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดที่อันตรายที่สุด หรือที่นิยามไว้ว่าคือช่วง "Killing Zone" -พื้นที่สังหารทางสภาพอากาศ ซึ่งหากเราไม่บริหารจัดการน้ำต้นทุนอย่างเข้มงวด ประชาชนและเศรษฐกิจไทยจะต้องแลกด้วยมูลค่าความเสียหายที่สูงลิ่วเกินกว่าจะจินตนาการ

เปิดฉาก "Killing Zone": ฝนตกใต้เขื่อน ปริมาณน้ำอ่างวิกฤต
คุณไพฑูรย์ อธิบายภาพความจริงที่ซ่อนอยู่หลังสายฝนว่า ปริมาณฝนที่ตกในขณะนี้ส่วนใหญ่ "ตกผิดที่ผิดเวลา" ฝนจำนวนมากตกใต้เขื่อนและในพื้นที่รับน้ำที่ไม่มีแหล่งกักเก็บ ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างน่าตกใจ สิ่งนี้ส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อปริมาณน้ำต้นทุนของประเทศ เขื่อนสำคัญอย่าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต มีปริมาณน้ำกักเก็บเหลืออยู่ในระดับที่น่ากังวล เช่นเดียวกับ อ่างเก็บน้ำสียัด ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็กำลังเผชิญภาวะน้ำแห้งขอดเช่นกัน หากมองลึกลงไปช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนคือ "โอกาสทอง" เดียวของไทยในการกักเก็บน้ำ หากช่วง 2 เดือนนี้ไม่มีพายุหรือฝนตกเหนือเขื่อนเพื่อเติมน้ำลงอ่างอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ปรากฏการณ์ Strong El Niño (เอลนีโญกำลังแรง) จะเข้าครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภาวะแล้งจัดที่น่าเป็นห่วง
สำหรับพื้นที่ที่น่าห่วงในขณะนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือที่มีสวนไม้ผลวิกฤตหนัก โดยเฉพาะสวนลำไยที่เสี่ยงขาดน้ำมากกว่า 300,000 ไร่ และมะม่วงอีกกว่า 40,000 ไร่ ขณะที่ภาคใต้ตอนบนเรื่อยไปจนถึงภาคใต้ลึก แถบเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร กำลังเจออิทธิพลเอลนีโญเล่นงานอย่างหนักกระทบสวนทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และนาข้าว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออำเภอเกาะสมุย มีสถิติฝนทิ้งช่วงไม่ตกต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 20 วันแล้ว ส่วนภาคอีสานและพื้นที่ในเขตชลประทาน ปริมาณน้ำสำรองอยู่ในจุดที่ประมาทไม่ได้เลยทีเดียว
สรุปข่าว
ฝนตกแต่ไร้น้ำ! เจาะลึกวิกฤต "Strong El Niño" ใน Killing Zone กับภัยแล้งแสนล้านที่ไทยต้องแลก
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 สัมภาษณ์คุณไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เรื่องสำคัญที่สังคมอาจสับสน หรือรับทราบข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาโปรยปรายในหลายพื้นที่ช่วงนี้ หากมองเพียงผิวเผิน ประชาชนส่วนใหญ่คงวางใจว่าประเทศไทยกำลังมีความสุขกับความชุ่มฉ่ำ และรอดพ้นจากภัยแล้งไปได้อีกปี แต่ในมุมมองของนักบริหารจัดการน้ำและนักเศรษฐศาสตร์ ภาพฝนตกในวันนี้อาจเป็นเพียง "ภาพลวงตาทางภูมิอากาศ" เพราะปริมาณฝนในหลายพื้นที่ตกลงมาน้อยกว่าเกณฑ์
คุณไพฑูรย์ สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดที่อันตรายที่สุด หรือที่นิยามไว้ว่าคือช่วง "Killing Zone" -พื้นที่สังหารทางสภาพอากาศ ซึ่งหากเราไม่บริหารจัดการน้ำต้นทุนอย่างเข้มงวด ประชาชนและเศรษฐกิจไทยจะต้องแลกด้วยมูลค่าความเสียหายที่สูงลิ่วเกินกว่าจะจินตนาการ

เปิดฉาก "Killing Zone": ฝนตกใต้เขื่อน ปริมาณน้ำอ่างวิกฤต
คุณไพฑูรย์ อธิบายภาพความจริงที่ซ่อนอยู่หลังสายฝนว่า ปริมาณฝนที่ตกในขณะนี้ส่วนใหญ่ "ตกผิดที่ผิดเวลา" ฝนจำนวนมากตกใต้เขื่อนและในพื้นที่รับน้ำที่ไม่มีแหล่งกักเก็บ ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างน่าตกใจ สิ่งนี้ส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อปริมาณน้ำต้นทุนของประเทศ เขื่อนสำคัญอย่าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต มีปริมาณน้ำกักเก็บเหลืออยู่ในระดับที่น่ากังวล เช่นเดียวกับ อ่างเก็บน้ำสียัด ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็กำลังเผชิญภาวะน้ำแห้งขอดเช่นกัน หากมองลึกลงไปช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนคือ "โอกาสทอง" เดียวของไทยในการกักเก็บน้ำ หากช่วง 2 เดือนนี้ไม่มีพายุหรือฝนตกเหนือเขื่อนเพื่อเติมน้ำลงอ่างอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ปรากฏการณ์ Strong El Niño (เอลนีโญกำลังแรง) จะเข้าครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภาวะแล้งจัดที่น่าเป็นห่วง
สำหรับพื้นที่ที่น่าห่วงในขณะนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือที่มีสวนไม้ผลวิกฤตหนัก โดยเฉพาะสวนลำไยที่เสี่ยงขาดน้ำมากกว่า 300,000 ไร่ และมะม่วงอีกกว่า 40,000 ไร่ ขณะที่ภาคใต้ตอนบนเรื่อยไปจนถึงภาคใต้ลึก แถบเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร กำลังเจออิทธิพลเอลนีโญเล่นงานอย่างหนักกระทบสวนทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และนาข้าว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออำเภอเกาะสมุย มีสถิติฝนทิ้งช่วงไม่ตกต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 20 วันแล้ว ส่วนภาคอีสานและพื้นที่ในเขตชลประทาน ปริมาณน้ำสำรองอยู่ในจุดที่ประมาทไม่ได้เลยทีเดียว
ความเสียหายทะลุ 1 แสนล้าน: เมื่อภัยแล้งซ้ำเติมเศรษฐกิจ
วิกฤตธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องของปริมาณน้ำ แต่กำลังลามไปสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณไพฑูรย์หยิบยกบทวิเคราะห์จาก ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ชี้ให้เห็นตัวเลขเชิงโครงสร้างที่น่าตกใจว่า หากเอลนีโญแผ่อิทธิพลเต็มกำลังจนเกิดภัยแล้งรุนแรง ภาคเกษตรกรรมของไทยอาจได้รับความเสียหายพุ่งสูงทะลุ 100,000 ล้านบาท และอาจฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ลดลงทันทีถึง 0.5%
พืชเศรษฐกิจหลักของไทยจะได้รับผลกระทบเป็นห่วงโซ่ ทั้งกลุ่มพืชไร่และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง รวมถึงพืชสวนและไม้ผลมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ปาล์มน้ำมัน ลำไย มะม่วง กาแฟ และถั่ว นอกจากนี้ ในช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป สภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัด จะกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิด "ไฟป่า" ในหลายพื้นที่ ซึ่งจะซ้ำเติมทั้งระบบนิเวศและสร้างปัญหาฝุ่นพิษตามมา
ผ่าแผนรับมือ 6,000 ล้าน: ชู AI และดาวเทียมสู้สงครามสภาพอากาศ
ในสภาวะที่ต้องรับมือทั้งภาวะสงคราม อัตราเงินเฟ้อ และสงครามสภาพอากาศ (Climate War) ภาครัฐเตรียมวางแผนอัดฉีดงบประมาณกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นโล่ป้องกันวิกฤต โดยเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการตั้งรับแล้วจ่ายเงินเยียวยา มาเป็นการ "บริหารจัดการเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี" มาตรการสำคัญประกอบด้วยการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอย่างเข้มงวด การคุมพื้นที่ปลูกพืชที่ใช้น้ำมากพร้อมส่งเสริมให้ปรับมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย และการเร่งสร้างแหล่งน้ำสำรองนอกเขตชลประทาน
ที่สำคัญอีกประการคือการนำ เทคโนโลยี AI และภาพถ่ายดาวเทียม เข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประมวลผลข้อมูลความชื้นในดิน ปริมาณน้ำท่า และคาดการณ์จุดเสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำระดับแปลงเกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยให้การเตือนภัยและการจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนที่พืชผลของเกษตรกรจะเสียหาย

ทางรอดเดียวคือ "ห้ามประมาท"
จากการได้พูดคุยกับคุณไพฑูรย์ ผมได้เรียนรู้ว่าเราต้องห้ามประมาทเด็ดขาด ช่วงเวลาหลังจากนี้จนถึงสิ้นปี ไม่ใช่เวลาที่ใครจะสามารถชะล่าใจได้ คำว่า Killing Zone ของ สทนช. ไม่ได้เป็นเพียงคำขู่ แต่คือการเตือนสติให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาครัฐ เกษตรกร ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม เร่งกักเก็บน้ำทุกหยดที่มีในส่วนของตนเอง ผมคิดว่าหากปราศจากการบริหารจัดการน้ำอย่างเบ็ดเสร็จ และหากยังคงปล่อยให้มีการปลูกพืชใช้น้ำมากตามฤดูกาลเดิม ต้นทุนที่ประเทศไทยต้องจ่ายให้กับปรากฏการณ์เอลนีโญในรอบนี้ อาจไม่ได้มีแค่ตัวเลขความเสียหายหลักแสนล้านบาท แต่มันคือวิกฤตปากท้องและความมั่นคงทางอาหารของคนไทยทั้งประเทศ

- ฝนถล่ม “อินเดีย” ไม่พัก! น้ำท่วม-ดินถล่มคร่า 19 ชีวิต สั่งระงับพิธีแสวงบุญครั้งใหญ่
- สัญญาณ “ภัยแล้ง” เริ่มชัด! น้ำต้นทุนทั่วไทยเหลือใช้ 37% ห่วง “ภาคกลาง” หนักสุด
- นักวิทย์ฯผวา “เอลนีโญ” ปี 69 อาจ "แรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา" จับตาโลกเดือดครั้งประวัติศาสตร์
- สัญญาณ “ภัยแล้ง” ชัด! 7 เขื่อนใหญ่เหลือน้ำต่ำกว่า 30% เตือนรับมือภัยแล้งจาก “เอลนีโญ”
- เตือนฝน 180 มม. ในไม่กี่วัน! เช็กเลยประเทศไหน? เจอภัยใหญ่จาก “ซูเปอร์เอลนีโญ”
