“ท่องเที่ยว” อาเซียนเดือด ไทยปรับเกมชิงตลาด ดันรายได้โต ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน

Share on Line Share on Facebook Share on X

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่การแข่งขันเพื่อดึงดูดนักเดินทางกำลังเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่แต่ละประเทศต่างเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ระบบคมนาคม ความปลอดภัย และบริการ เพื่อช่วงชิงรายได้จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องทำให้ผู้เดินทางใช้จ่ายมากขึ้น และกระจายรายได้ไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชนต่าง ๆ

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเตรียมปรับยุทธศาสตร์ปี 2570 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าจากการเดินทางมากกว่าการเพิ่มจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว

ต่างชาติเที่ยวไทย 24.42 ล้านคน รายได้ 1.19 ล้านล้านบาท ยังต่ำกว่าปีก่อน

ช่วงปลายปีถือเป็นฤดูกาลสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยวไทย แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวแต่ละตลาดยังแตกต่างกัน

ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 24.42 ล้านคน ลดลง 4.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 1.19 ล้านล้านบาท ลดลง 2.49% สะท้อนว่าเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่เข้าสู่เศรษฐกิจไทยยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา

เมื่อแยกตามตลาดนักท่องเที่ยว พบว่า

ตลาดนักท่องเที่ยว

จำนวนสะสม

จีน

4.14 ล้านคน

มาเลเซีย

3.10 ล้านคน

อินเดีย

1.83 ล้านคน

รัสเซีย

1.33 ล้านคน

เกาหลีใต้

895,000 คน

จีนยังเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย ตามด้วยมาเลเซียและอินเดีย ขณะที่รัสเซียและเกาหลีใต้เป็นอีกสองตลาดสำคัญที่มีบทบาทต่อธุรกิจท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ระหว่างวันที่ 11–17 ตุลาคม พบว่า นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากสัปดาห์ก่อน ได้แรงสนับสนุนจากช่วงปิดภาคเรียนในยุโรปและอเมริกา รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

ในทางกลับกัน ตลาดระยะใกล้ลดลงประมาณ 4% หลังสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องของตลาดหลักอย่างจีน

ความแตกต่างนี้มีความหมายต่อธุรกิจท่องเที่ยว เพราะโรงแรม บริษัททัวร์ ร้านอาหาร และธุรกิจรับส่งนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้รับประโยชน์จากฤดูกาลท่องเที่ยวพร้อมกัน

ผู้ประกอบการที่มีฐานลูกค้าหลากหลายตลาดอาจบริหารยอดจองได้ยืดหยุ่นกว่า ขณะที่ธุรกิจซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวเพียงตลาดเดียวจำเป็นต้องติดตามวันหยุด เที่ยวบิน และยอดจองล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจเพิ่มพนักงานหรือเตรียมสินค้าและบริการ

สำหรับเศรษฐกิจไทย แม้การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามว่าการฟื้นตัวจะส่งผ่านรายได้ไปถึงธุรกิจขนาดเล็กและพื้นที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้มากเพียงใด


สรุปข่าว

ท่องเที่ยวไทยยังเผชิญการแข่งขันหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 24.42 ล้านคน ลดลง 4.12% ขณะที่ไทยรั้งอันดับ 4 อาเซียนด้านความพร้อมท่องเที่ยว ททท. ปรับยุทธศาสตร์ปี 2570 เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มมูลค่าการใช้จ่าย ผ่านสุขภาพ เทศกาล วัฒนธรรม และความยั่งยืน ท่ามกลางความเสี่ยงน้ำท่วม ต้นทุนเดินทาง และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่การแข่งขันเพื่อดึงดูดนักเดินทางกำลังเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่แต่ละประเทศต่างเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ระบบคมนาคม ความปลอดภัย และบริการ เพื่อช่วงชิงรายได้จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องทำให้ผู้เดินทางใช้จ่ายมากขึ้น และกระจายรายได้ไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชนต่าง ๆ

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเตรียมปรับยุทธศาสตร์ปี 2570 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าจากการเดินทางมากกว่าการเพิ่มจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว

ต่างชาติเที่ยวไทย 24.42 ล้านคน รายได้ 1.19 ล้านล้านบาท ยังต่ำกว่าปีก่อน

ช่วงปลายปีถือเป็นฤดูกาลสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยวไทย แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวแต่ละตลาดยังแตกต่างกัน

ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 24.42 ล้านคน ลดลง 4.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 1.19 ล้านล้านบาท ลดลง 2.49% สะท้อนว่าเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่เข้าสู่เศรษฐกิจไทยยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา

เมื่อแยกตามตลาดนักท่องเที่ยว พบว่า

ตลาดนักท่องเที่ยว

จำนวนสะสม

จีน

4.14 ล้านคน

มาเลเซีย

3.10 ล้านคน

อินเดีย

1.83 ล้านคน

รัสเซีย

1.33 ล้านคน

เกาหลีใต้

895,000 คน

จีนยังเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย ตามด้วยมาเลเซียและอินเดีย ขณะที่รัสเซียและเกาหลีใต้เป็นอีกสองตลาดสำคัญที่มีบทบาทต่อธุรกิจท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ระหว่างวันที่ 11–17 ตุลาคม พบว่า นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากสัปดาห์ก่อน ได้แรงสนับสนุนจากช่วงปิดภาคเรียนในยุโรปและอเมริกา รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

ในทางกลับกัน ตลาดระยะใกล้ลดลงประมาณ 4% หลังสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องของตลาดหลักอย่างจีน

ความแตกต่างนี้มีความหมายต่อธุรกิจท่องเที่ยว เพราะโรงแรม บริษัททัวร์ ร้านอาหาร และธุรกิจรับส่งนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้รับประโยชน์จากฤดูกาลท่องเที่ยวพร้อมกัน

ผู้ประกอบการที่มีฐานลูกค้าหลากหลายตลาดอาจบริหารยอดจองได้ยืดหยุ่นกว่า ขณะที่ธุรกิจซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวเพียงตลาดเดียวจำเป็นต้องติดตามวันหยุด เที่ยวบิน และยอดจองล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจเพิ่มพนักงานหรือเตรียมสินค้าและบริการ

สำหรับเศรษฐกิจไทย แม้การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามว่าการฟื้นตัวจะส่งผ่านรายได้ไปถึงธุรกิจขนาดเล็กและพื้นที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้มากเพียงใด


ไทยอันดับ 38 ของโลก ตามหลังสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความปลอดภัย ความสะดวกในการเดินทาง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริการที่รองรับนักท่องเที่ยว

ข้อมูลดัชนีพัฒนาการเดินทางและท่องเที่ยว หรือ Travel & Tourism Development Index (TTDI) ปี 2026 ของ World Economic Forum (WEF) ระบุอันดับประเทศสำคัญในอาเซียนดังนี้

ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 38 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

สิงคโปร์ มีจุดแข็งด้านระบบสนับสนุนการท่องเที่ยว ความปลอดภัย และเทคโนโลยี แม้มีพื้นที่จำกัด แต่สามารถสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ตั้งแต่การเข้าประเทศ การเดินทางภายในเมือง ไปจนถึงการใช้บริการต่าง ๆ

ความพร้อมดังกล่าวช่วยให้สิงคโปร์แข่งขันกับประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจำนวนมากได้ โดยอาศัยคุณภาพของระบบบริการและความสะดวกตลอดการเดินทาง

อินโดนีเซีย มีความได้เปรียบจากฐานทรัพยากรท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ทำให้การพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจของพื้นที่

ส่วน มาเลเซีย มีจุดแข็งด้านราคาที่แข่งขันได้และการเชื่อมต่อคมนาคม โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า มาเลเซียขยับขึ้น 13 อันดับจากเมื่อสองปีก่อน และมีคะแนนเพิ่มขึ้น 5.8% มากกว่าไทยที่เพิ่มขึ้น 5.6%

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศคู่แข่งก็เดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ดัชนี TTDI ประเมินความพร้อมถึง 17 เสาหลัก ประเทศหนึ่งอาจโดดเด่นด้านระบบบริการ ขณะที่อีกประเทศมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรหรือราคา อันดับรวมจึงเป็นผลจากหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงความนิยมของสถานที่ท่องเที่ยว

สำหรับไทย การยกระดับความสามารถในการแข่งขันจึงต้องพัฒนาทั้งแหล่งท่องเที่ยว ระบบเดินทาง ความปลอดภัย และคุณภาพบริการควบคู่กัน

ททท. ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวปี 2570 โตไม่น้อยกว่า 5%

เมื่อประเทศคู่แข่งเร่งพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยว ไทยจำเป็นต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้เดินทางเลือกประเทศไทย และเพิ่มโอกาสใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนดทิศทางปี 2570 โดย ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่า 5% พร้อมวางแนวทางพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ให้ตอบสนองความต้องการของนักเดินทางหลายกลุ่ม

หัวใจสำคัญคือแนวคิด Value over Volume หรือการให้ความสำคัญกับมูลค่าการท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

ในทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้หมายถึงการพัฒนาสินค้าและบริการที่นักท่องเที่ยวยินดีใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งจากคุณภาพ ประสบการณ์ และความแตกต่าง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการเพิ่มจำนวนผู้เดินทางในสัดส่วนเดียวกัน

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงการสร้างมูลค่าจากผู้เดินทางหลายประเภท โดยขยายโอกาสเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสุขภาพ การศึกษา และการลงทุน

กลุ่มเป้าหมายจึงครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไป ผู้เข้ารับการรักษาพยาบาล นักเรียน นักศึกษา และนักลงทุน ซึ่งมีวัตถุประสงค์และความต้องการบริการแตกต่างกัน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองของ World Economic Forum ที่เห็นว่าการเดินทางเพื่อธุรกิจ การประชุม และการจัดอีเวนต์ สามารถช่วยสร้างความต้องการเดินทางได้ตลอดปี รวมถึงช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว

หากประเทศไทยสามารถเชื่อมการเดินทางเหล่านี้เข้ากับบริการและประสบการณ์ในพื้นที่ได้ ก็อาจช่วยลดการพึ่งพารายได้เฉพาะช่วงวันหยุดหรือฤดูกาลท่องเที่ยว

เปิด 5 ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2570 ขายประสบการณ์เพิ่มรายได้

ททท. วางทิศทางการพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวปี 2570 ไว้ 5 ด้าน เพื่อสร้างจุดขายที่ตอบความต้องการของผู้เดินทางแตกต่างกัน

1. ท่องเที่ยวสุขภาพและอายุยืน

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการมีอายุยืน ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ การดูแลเชิงป้องกัน การชะลอวัย ไปจนถึงการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจผ่านธรรมชาติและกีฬา

แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเชื่อมบริการสุขภาพเข้ากับการพักผ่อน แทนการขายสถานที่ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอาจครอบคลุมโรงแรม สถานบริการสุขภาพ กิจกรรมกีฬา และบริการพักฟื้น ซึ่งสามารถพัฒนารูปแบบสินค้าให้ตอบความต้องการของนักเดินทางเฉพาะกลุ่ม

2. เทศกาลและอีเวนต์ กระตุ้นเดินทางตลอดปี

ททท. ต้องการใช้เทศกาลและกิจกรรมเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปี ควบคู่กับการยกระดับประเพณีท้องถิ่นให้เป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางไปสัมผัส

ตัวอย่าง ได้แก่ ประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประเพณีไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม และประเพณีแห่ดาวคริสต์มาสจังหวัดสกลนคร

หากสามารถพัฒนาเทศกาลเหล่านี้ให้มีความน่าสนใจและบริหารจัดการได้อย่างมีคุณภาพ ก็อาจช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการในท้องถิ่น

3. อัตลักษณ์ไทย สร้างมูลค่าจากอาหารและวัฒนธรรม

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการนำอัตลักษณ์ไทยมาพัฒนาเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยว ตั้งแต่อาหารท้องถิ่น งานคราฟต์ ผ้าไทย หัตถศิลป์ ไปจนถึงอัญมณี

ความแตกต่างของสินค้าไม่ได้อยู่เพียงรูปลักษณ์หรือราคา แต่ยังรวมถึงเรื่องราวของแหล่งผลิตและกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้

การเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสัมผัสกระบวนการผลิต เรียนรู้วัฒนธรรม หรือร่วมทำกิจกรรมในชุมชน อาจช่วยเพิ่มเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาต่ำเพียงอย่างเดียว

4. ท่องเที่ยวยั่งยืนและฟื้นฟู จากกระบี่สู่เชียงใหม่

การท่องเที่ยวยั่งยืนและฟื้นฟูมุ่งให้การเดินทางสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน โดยมีแนวทางต้นแบบจากกระบี่สู่เชียงใหม่

เป้าหมายคือการพัฒนาผู้ประกอบการและเส้นทางท่องเที่ยวให้สามารถดูแลสิ่งแวดล้อม รักษาวัฒนธรรม และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม

สำหรับเชียงใหม่ แนวทางดังกล่าวเน้นการเชื่อมธรรมชาติเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมล้านนา เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่

การพัฒนาลักษณะนี้อาจช่วยเพิ่มมูลค่าการเดินทาง พร้อมรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เป็นจุดขายของพื้นที่ในระยะยาว

5. Trusted Thailand ยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่น

แนวทางสุดท้ายคือ Trusted Thailand ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัย มาตรฐานสินค้า และคุณภาพบริการ

ททท. วางแนวทางใช้การรับรองมาตรฐานและรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2570 เพื่อสนับสนุนความเชื่อมั่นของผู้เดินทาง

อย่างไรก็ตาม การรับรองมาตรฐานจะสร้างความหมายต่อการตัดสินใจได้มากเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์จริงที่นักท่องเที่ยวได้รับระหว่างการเดินทาง

ทั้งห้าด้านมีความเชื่อมโยงกัน โดยสุขภาพ เทศกาล และวัฒนธรรมช่วยสร้างความต้องการเดินทาง ขณะที่ความยั่งยืนและความเชื่อมั่นช่วยรักษาคุณภาพประสบการณ์

ส่วนการทำให้รายได้กระจายออกจากเมืองท่องเที่ยวหลัก ยังต้องพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงและจุดขายของพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีเหตุผลเดินทางไปยังจุดหมายใหม่มากขึ้น

น้ำท่วมกดดันธุรกิจท่องเที่ยว รายได้ฟื้นช้า สภาพคล่องตึงตัว

แม้ประเทศไทยจะเตรียมปรับยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว แต่ผู้ประกอบการยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งต้นทุนการเดินทาง กำลังซื้อ และสภาพคล่องของธุรกิจ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและทำให้การใช้จ่ายชะลอลง

ธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารเป็นกลุ่มที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้บริโภคเดินทางไม่สะดวก และอาจลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ความเสี่ยงยังอาจต่อเนื่องหลังน้ำลด เพราะครัวเรือนและผู้ประกอบการบางส่วนต้องใช้เงินซ่อมแซมทรัพย์สิน ขณะที่รายได้ยังไม่กลับมาเต็มที่

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า แม้สถานประกอบการจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการแล้วก็ตาม

สำหรับผู้ประกอบการ ความสามารถบริหารสภาพคล่องจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกิจการระหว่างรอรายได้ฟื้นตัว

KTC ออกมาตรการช่วยผู้ประสบภัย ลดภาระผ่อนชำระ 6 เดือน

การช่วยเหลือด้านการเงินเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีบทบาทต่อการฟื้นตัวของครัวเรือนและธุรกิจหลังน้ำท่วม

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบและเข้าเงื่อนไข โดยผ่อนปรนภาระหนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือน

สำหรับบัตรเครดิต ลดอัตราชำระขั้นต่ำเหลือ 3% ของยอดเรียกเก็บ แต่ไม่น้อยกว่า 300 บาท ส่วนบัตรกดเงินสด KTC PROUD ลดชำระขั้นต่ำเหลือ 2% แต่ไม่น้อยกว่า 200 บาท

ด้านสินเชื่อ KTC CASH และพี่เบิ้มรถแลกเงินสำหรับรถยนต์หรือบิ๊กไบค์ ลดค่างวดลง 30% โดยคงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม

ส่วนพี่เบิ้มรถแลกเงินสำหรับรถจักรยานยนต์ ลดชำระขั้นต่ำเหลือ 2% แต่ไม่น้อยกว่า 200 บาท เป็นเวลา 6 เดือนเช่นกัน

นอกจากนี้ สมาชิกบัตรเครดิตยังมีทางเลือกขยายระยะเวลาใช้วงเงินฉุกเฉินจาก 30 วัน เป็นไม่เกิน 180 วัน ขณะที่สมาชิกบัตรกดเงินสดสามารถขอเพิ่มวงเงินฉุกเฉินได้

มาตรการดังกล่าวเปิดให้แจ้งความประสงค์ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ตามเงื่อนไขของบริษัท

แม้การผ่อนปรนภาระหนี้อาจช่วยให้ครัวเรือนมีเงินรับมือค่าใช้จ่ายเร่งด่วนมากขึ้น แต่การฟื้นตัวของการใช้จ่ายท่องเที่ยวยังขึ้นอยู่กับรายได้ของประชาชนและความพร้อมทางการเงินในระยะต่อไป


กสิกรไทยคาดรายได้ท่องเที่ยวปี 2569 ลด 3.2% เหลือ 1.54 ล้านล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ KResearch ประเมินว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 อาจอยู่ที่ประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท ลดลง 3.2% จากปีก่อน

แม้ศูนย์วิจัยจะปรับมุมมองดีขึ้นจากแรงสนับสนุนของตลาดท่องเที่ยวช่วงปลายปี แต่ยังคาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะหดตัว

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบการเดินทางระหว่างประเทศ หากความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือยืดเยื้อ

ด้านศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai COMPASS ประเมินว่า การสู้รบในตะวันออกกลางอาจกดดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น และทำให้ประเทศไทยเสี่ยงสูญเสียนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

ผลกระทบอาจเกิดผ่านข้อจำกัดด้านการบินและต้นทุนเดินทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว หากนักเดินทางที่มีกำลังใช้จ่ายสูงลดลง การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเข้ามาทดแทนอาจยังไม่เพียงพอรักษาระดับรายได้เดิม

ขณะเดียวกัน หากต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามต้นทุน ก็อาจส่งผลต่ออัตรากำไรและความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้น การประเมินแนวโน้มท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไปจึงต้องพิจารณาทั้งจำนวนผู้เดินทาง รายได้ต่อคน และต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระ

ไทยต้องแข่งด้วยคุณภาพ ไม่ใช่แค่จำนวนผู้เดินทาง

การแข่งขันท่องเที่ยวอาเซียนกำลังเข้าสู่ช่วงที่แต่ละประเทศพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและระบบบริการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักเดินทางมีทางเลือกมากขึ้น

ประเทศไทยยังมีจุดแข็งจากทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และความหลากหลายของประสบการณ์ แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันจำเป็นต้องพัฒนาปัจจัยอื่นควบคู่กัน ทั้งความปลอดภัย การเดินทางสะดวก และมาตรฐานบริการ

การตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวปี 2570 เติบโตไม่น้อยกว่า 5% ภายใต้แนวคิด Value over Volume จึงเป็นความพยายามเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านจำนวน ไปสู่การสร้างมูลค่าจากนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำสินค้าและประสบการณ์ใหม่เข้าสู่ตลาดจริง รวมถึงการกระจายรายได้ไปถึงผู้ประกอบการและชุมชน

โจทย์สำคัญของท่องเที่ยวไทยจึงไม่ใช่เพียงทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้เดินทางใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ธุรกิจมีรายได้ที่ยั่งยืน และประเทศไทยสามารถรักษาความน่าสนใจท่ามกลางการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านได้ในระยะยาว