นายกฯ มั่นใจ GDP ไทยโตเกิน 2.1% จับตา 4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ

นายกฯ มั่นใจเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเกินคาด
เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออก การลงทุน และการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชื่อมั่นว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้มีโอกาสเติบโตสูงกว่าประมาณการเดิมที่ร้อยละ 2.1 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตรวจสอบข้อมูลและสมมติฐานการคำนวณอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล ขณะที่ภาคครัวเรือนและธุรกิจบางส่วนยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและต้นทุน พร้อมเตือนให้ติดตาม 4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ น้ำท่วม ภาวะเอลนีโญ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
อนุทินชี้ส่งออก-ลงทุน-ภาษี ส่งสัญญาณบวกต่อ GDP
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” โดยตั้งข้อสังเกตต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 เนื่องจากตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลายด้านมีทิศทางดีขึ้น ทั้งการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และการจัดเก็บภาษี
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ข้อมูลการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนตลอดปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 30 ขณะที่การส่งออกขยายตัวมากกว่าร้อยละ 20 และบางช่วงเคยเติบโตใกล้ร้อยละ 25
นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังเพิ่มขึ้น ประกอบกับเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลเห็นโอกาสที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงกว่าประมาณการเดิม
นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับไปตรวจสอบวิธีการคำนวณ สมมติฐาน และข้อมูลประกอบการประเมิน GDP อีกครั้ง พร้อมเสนอให้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจมีความครบถ้วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ นายอนุทินให้ความสำคัญกับตัวเลข GDP เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต้นทุนทางการเงินของประเทศ หากประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำ อาจกระทบต่อโอกาสในการดึงดูดการลงทุน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอาจช่วยสนับสนุนการระดมทุนและการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไตรมาส 3 ทรงตัว ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังมีลักษณะ K-Shaped หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกันระหว่างภาคเศรษฐกิจ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและเทคโนโลยีมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าภาคธุรกิจและครัวเรือนบางกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม SCB EIC ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ปี 2569 ประมาณ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะราคาอาหารสดและผักบางชนิดที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่เพาะปลูกเสียหาย
เปิด 4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปลายปี 2569 ถึงปี 2570
SCB EIC ระบุปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1. สถานการณ์น้ำท่วมและความเสี่ยงในภาคใต้
แม้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางจะคลี่คลายลงเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังมีบางพื้นที่ใน 17 จังหวัดได้รับผลกระทบ ขณะที่ภาคใต้ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงปลายปี ซึ่งอาจกระทบต่อภาคเกษตร การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
2. ปรากฏการณ์ Super El Niño เสี่ยงร้อนและแล้งถึงกลางปี 2570
ภาวะ Super El Niño เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งยาวนานไปจนถึงกลางปี 2570 ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตร รายได้เกษตรกร และความเพียงพอของแหล่งน้ำ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งได้บางส่วน
3. ความขัดแย้งตะวันออกกลางและมาตรการการค้าสหรัฐฯ
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ มาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการตรวจสอบสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ยังเป็นประเด็นที่ภาคส่งออกไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
4. ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประกอบกับการลดระดับการชดเชยราคาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ท่ามกลางภาระหนี้สะสมของกองทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน รวมถึงต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ
สรุปข่าว
นายกฯ มั่นใจเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเกินคาด
เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออก การลงทุน และการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชื่อมั่นว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้มีโอกาสเติบโตสูงกว่าประมาณการเดิมที่ร้อยละ 2.1 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตรวจสอบข้อมูลและสมมติฐานการคำนวณอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล ขณะที่ภาคครัวเรือนและธุรกิจบางส่วนยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและต้นทุน พร้อมเตือนให้ติดตาม 4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ น้ำท่วม ภาวะเอลนีโญ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
อนุทินชี้ส่งออก-ลงทุน-ภาษี ส่งสัญญาณบวกต่อ GDP
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” โดยตั้งข้อสังเกตต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 เนื่องจากตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลายด้านมีทิศทางดีขึ้น ทั้งการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และการจัดเก็บภาษี
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ข้อมูลการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนตลอดปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 30 ขณะที่การส่งออกขยายตัวมากกว่าร้อยละ 20 และบางช่วงเคยเติบโตใกล้ร้อยละ 25
นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังเพิ่มขึ้น ประกอบกับเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลเห็นโอกาสที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงกว่าประมาณการเดิม
นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับไปตรวจสอบวิธีการคำนวณ สมมติฐาน และข้อมูลประกอบการประเมิน GDP อีกครั้ง พร้อมเสนอให้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจมีความครบถ้วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ นายอนุทินให้ความสำคัญกับตัวเลข GDP เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต้นทุนทางการเงินของประเทศ หากประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำ อาจกระทบต่อโอกาสในการดึงดูดการลงทุน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอาจช่วยสนับสนุนการระดมทุนและการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไตรมาส 3 ทรงตัว ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังมีลักษณะ K-Shaped หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกันระหว่างภาคเศรษฐกิจ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและเทคโนโลยีมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าภาคธุรกิจและครัวเรือนบางกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม SCB EIC ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ปี 2569 ประมาณ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะราคาอาหารสดและผักบางชนิดที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่เพาะปลูกเสียหาย
เปิด 4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปลายปี 2569 ถึงปี 2570
SCB EIC ระบุปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1. สถานการณ์น้ำท่วมและความเสี่ยงในภาคใต้
แม้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางจะคลี่คลายลงเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังมีบางพื้นที่ใน 17 จังหวัดได้รับผลกระทบ ขณะที่ภาคใต้ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงปลายปี ซึ่งอาจกระทบต่อภาคเกษตร การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
2. ปรากฏการณ์ Super El Niño เสี่ยงร้อนและแล้งถึงกลางปี 2570
ภาวะ Super El Niño เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งยาวนานไปจนถึงกลางปี 2570 ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตร รายได้เกษตรกร และความเพียงพอของแหล่งน้ำ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งได้บางส่วน
3. ความขัดแย้งตะวันออกกลางและมาตรการการค้าสหรัฐฯ
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ มาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการตรวจสอบสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ยังเป็นประเด็นที่ภาคส่งออกไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
4. ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประกอบกับการลดระดับการชดเชยราคาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ท่ามกลางภาระหนี้สะสมของกองทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน รวมถึงต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ
ปรับข้อมูลอุตสาหกรรมใหม่ ดันตัวเลขเติบโต 4.4%
อีกประเด็นสำคัญที่ SCB EIC ให้ความสนใจ คือการปรับปรุงข้อมูลสถิติเศรษฐกิจย้อนหลัง ซึ่งทำให้ภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอดีตเปลี่ยนแปลงไปจากข้อมูลที่เคยเผยแพร่
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยแพร่ข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI) ชุดใหม่เมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 โดยปรับปรุงความครอบคลุมของสินค้าและโรงงานตัวอย่าง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
ผลจากการปรับข้อมูลทำให้ตัวเลขการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.4 จากข้อมูลเดิมที่อยู่ประมาณร้อยละ 0.5 ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตบางส่วนปรับสูงขึ้นตามข้อมูลชุดใหม่
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญต่อการประเมินเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของการคำนวณ GDP
ธปท. ปรับข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลลดลงเหลือ 1,300 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทบทวนข้อมูลดุลการชำระเงินประจำปี โดยการปรับปรุงข้อมูลรอบเดือนกันยายนส่งผลให้ตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุสำคัญมาจากการปรับลดมูลค่าการนำเข้าให้สอดคล้องกับหลักการจัดทำดุลการชำระเงิน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้ามาเพื่อรับจ้างผลิตและส่งกลับต่างประเทศ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสินค้า
ผลจากการปรับปรุงข้อมูลทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 เปลี่ยนจากเดิมที่ขาดดุลประมาณ 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือขาดดุลประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
SCB EIC ประเมินว่าการปรับข้อมูลชุดใหม่ โดยเฉพาะดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม อาจนำไปสู่การทบทวนข้อมูล GDP ย้อนหลังของประเทศไทย แต่ยังไม่สามารถระบุทิศทางและขนาดของผลกระทบได้อย่างชัดเจน
แม้ตัวเลข GDP อาจได้รับการปรับปรุงให้สูงขึ้น แต่โครงสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังมีความแตกต่างระหว่างภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลที่เติบโตได้ดีกว่าธุรกิจบางประเภท
จับตาสภาพัฒน์ทบทวน GDP ไทย ท่ามกลางโอกาสและความเสี่ยง
ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าจะช่วยผลักดัน GDP ให้ขยายตัวสูงกว่าประมาณการร้อยละ 2.1
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือผลการตรวจสอบข้อมูลเศรษฐกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงการประเมินผลกระทบจากข้อมูลสถิติชุดใหม่ และความสามารถในการกระจายการเติบโตไปสู่ภาคธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการภัยธรรมชาติ การดูแลต้นทุนพลังงาน และการเตรียมความพร้อมรับมาตรการการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2570
- “อนุทิน” กำชับรับมือภัยใต้–ฝุ่น PM2.5 เร่งแก้น้ำท่วม ย้ำของบเยียวยาเพิ่มได้
- นายกฯ สั่งเฝ้าระวังประท้วงฝรั่งเศสอย่าเกิดในไทย ป้องกันเหตุบานปลาย
- นายกฯ ยื่นร่างกฎหมายยาเสพติด 2 ฉบับ เพิ่มโทษ-ขยายเวลาควบคุมตัว
- นายกฯ นำคณะลงพื้นที่สุพรรณบุรี เร่งแก้น้ำท่วมระยะยาว
- จับตาดีลร่วมรัฐบาล “อนุทิน–ธรรมนัส–ชาดา” ดินเนอร์ก่อนศึกซักฟอก
บรรณาธิการออนไลน์
