สิ่งน่ากลัวไม่ใช่ AI แต่คือ AI เข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควร มุมมองจาก Microsoft ต้องเทรนด์ AI Agent ให้เป็นพนักงาน

ใครๆ ก็เข้าถึง AI ได้ แต่เมื่อเป็นการใช้ AI กับองค์กรแล้วผู้บริหารกลับมองว่า ยากกว่าการที่คนทั่วไปใช้ AI ถึง 2 เท่า ทั้งยังไม่ได้เป็นการการันตีว่า ใช้แล้ว องค์กรจะประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น องค์กร หรือบริษัทควรใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์ ‘วสุพล ธารกกาญจน์’ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในองค์กร ในงาน CP Innovation Exposition 2026 ว่าบริษัทเทคชื่อดังนั้น มีการปรับใ้ช้ AI อย่างไร ไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานรายบุคคลเท่านั้น แต่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีบริหาร และกระบวนการทำงานในระดับองค์กร
AI ในองค์กรยากกว่าใช้ส่วนตัว 2 เท่า แต่ผลลัพธ์ก็คุ้มค่า 2 เท่า
วสุพล ชี้ถึงงานวิจัย Work Trend Index ของไมโครซอฟท์ ซึ่งสำรวจต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค Work from home จนถึงยุค AI พบว่าการใช้ AI ในองค์กรยากกว่าการใช้ส่วนบุคคลถึง 2 เท่า เพราะต้องสร้างความเห็นชอบจากคนจำนวนมากและเชื่อมต่อระบบหลังบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีศักยภาพมากขึ้นเป็น 2 เท่าเช่นกัน ทั้งในบริษัททั่วโลกและบริษัทในประเทศไทย
ผู้บริหารจากไมโครซอฟต์ยังเปรียบ AI เป็นเหมือนชุดเกราะที่ทุกคนมีติดตัว อยู่ที่ว่าจะหยิบมาใช้หรือไม่ และใช้ตอนไหน ปัจจุบัน 49% ของการสนทนาระหว่างไมโครซอฟท์กับลูกค้าเกี่ยวกับ AI เป็นเรื่องการวิเคราะห์ หาสาเหตุ และช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่แค่การถามหาข้อมูลอีกต่อไป
ดังนั้นบทบาทของผู้นำต้องเปลี่ยนจากผู้จัดการมาเป็นนักออกแบบวิธีการทำงานแบบใหม่ เมื่อคนหนึ่งคนสามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมกันด้วย AI ผู้นำจึงต้องคิดใหม่ว่าจะออกแบบทีมอย่างไร ไม่ว่าจะมีคนเท่าเดิม มากขึ้น หรือน้อยลง ให้ทำงานได้มากกว่าเดิมโดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องจำนวนคน
เช่นเดียวกับ องค์กรต้องเปลี่ยนจากระบบปฏิบัติการ (Operation) ไปสู่ "ระบบการเรียนรู้" (Learning System) เพราะงานในแต่ละปีจะไม่เหมือนเดิม และ AI จะมีสิ่งใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ
สรุปข่าว
ใครๆ ก็เข้าถึง AI ได้ แต่เมื่อเป็นการใช้ AI กับองค์กรแล้วผู้บริหารกลับมองว่า ยากกว่าการที่คนทั่วไปใช้ AI ถึง 2 เท่า ทั้งยังไม่ได้เป็นการการันตีว่า ใช้แล้ว องค์กรจะประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น องค์กร หรือบริษัทควรใช้ AI อย่างไรให้สร้างสรรค์ ‘วสุพล ธารกกาญจน์’ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในองค์กร ในงาน CP Innovation Exposition 2026 ว่าบริษัทเทคชื่อดังนั้น มีการปรับใ้ช้ AI อย่างไร ไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานรายบุคคลเท่านั้น แต่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีบริหาร และกระบวนการทำงานในระดับองค์กร
AI ในองค์กรยากกว่าใช้ส่วนตัว 2 เท่า แต่ผลลัพธ์ก็คุ้มค่า 2 เท่า
วสุพล ชี้ถึงงานวิจัย Work Trend Index ของไมโครซอฟท์ ซึ่งสำรวจต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค Work from home จนถึงยุค AI พบว่าการใช้ AI ในองค์กรยากกว่าการใช้ส่วนบุคคลถึง 2 เท่า เพราะต้องสร้างความเห็นชอบจากคนจำนวนมากและเชื่อมต่อระบบหลังบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีศักยภาพมากขึ้นเป็น 2 เท่าเช่นกัน ทั้งในบริษัททั่วโลกและบริษัทในประเทศไทย
ผู้บริหารจากไมโครซอฟต์ยังเปรียบ AI เป็นเหมือนชุดเกราะที่ทุกคนมีติดตัว อยู่ที่ว่าจะหยิบมาใช้หรือไม่ และใช้ตอนไหน ปัจจุบัน 49% ของการสนทนาระหว่างไมโครซอฟท์กับลูกค้าเกี่ยวกับ AI เป็นเรื่องการวิเคราะห์ หาสาเหตุ และช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่แค่การถามหาข้อมูลอีกต่อไป
ดังนั้นบทบาทของผู้นำต้องเปลี่ยนจากผู้จัดการมาเป็นนักออกแบบวิธีการทำงานแบบใหม่ เมื่อคนหนึ่งคนสามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมกันด้วย AI ผู้นำจึงต้องคิดใหม่ว่าจะออกแบบทีมอย่างไร ไม่ว่าจะมีคนเท่าเดิม มากขึ้น หรือน้อยลง ให้ทำงานได้มากกว่าเดิมโดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องจำนวนคน
เช่นเดียวกับ องค์กรต้องเปลี่ยนจากระบบปฏิบัติการ (Operation) ไปสู่ "ระบบการเรียนรู้" (Learning System) เพราะงานในแต่ละปีจะไม่เหมือนเดิม และ AI จะมีสิ่งใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ
4 รูปแบบการทำงานร่วมกับ AI และ 4 เสาหลักของการเปลี่ยนแปลง
ไมโครซอฟท์แบ่งรูปแบบการปฏิสัมพันธ์กับ AI เป็น 4 แบบ ได้แก่ Asking (ถามเพื่อหาคำตอบ) Delegation (มอบหมายงานแล้วตรวจผลลัพธ์) Collaboration (ทำงานร่วมกัน โดยเราเป็นผู้ตรวจและแก้ไข) และ Exploration (มอง AI เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีความรู้มหาศาล) วสุพลระบุว่าคนส่วนใหญ่ถามกันมามากแล้ว และกำลังก้าวไปสู่การมอบหมายและการทำงานร่วมกัน
ส่วนการทำ AI Transformation มอง 4 เรื่อง คือ คน ลูกค้า กระบวนการ และนวัตกรรม โดยเขาเน้นว่าด้านนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้เร็วมาก เพราะองค์กรสามารถใช้ AI ที่มีความสามารถระดับปริญญาเอกในราคาที่ไม่แพง เพื่อเร่งงานวิจัยและพัฒนาให้เร็วขึ้นและคุ้มค่า
แต่โจทย์ใหญ่ ที่ไมโครซอฟต์พยายามตอบโจทย์ จากความกังวลของผู้บริหาร คือเรื่องความฉลาด และความน่าเชื่อถือ
โดย AI อาจเก่งระดับด็อกเตอร์ แต่เมื่อเข้ามาทำงานในบริษัท ก็เหมือนพนักงานจบใหม่ที่เริ่มงานวันแรก ยังไม่รู้ว่า KPI ของบริษัทหมายถึงอะไร ใครเป็นหัวหน้า หรือแผนกไหนทำอะไร ความท้าทายคือจะทำให้ AI เข้าใจบริบทขององค์กรได้อย่างไร โดยที่อำนาจอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) ยังอยู่กับบริษัท ไม่ได้ไปอยู่กับโมเดลภายนอก
ขณะที่ความน่าเชื่อถือ (Trust) องค์กรต้องตอบให้ได้ว่ามี AI Agent กี่ตัว ใครสร้าง ใครใช้ และเข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง และเพื่อตอบโจทย์ความกังวล ไมโครซอฟท์วางโครงสร้างเป็น 3 ส่วน บนหลักการที่ว่าต้องไม่ผูกกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง เชื่อมต่อได้กับทุกฐานข้อมูล และใช้งานได้ทุกที่
Copilot (Super App) เป็นส่วนติดต่อผู้ใช้ที่ไม่ขึ้นกับโมเดลใด สลับใช้ได้ทั้งโมเดลของ OpenAI, Anthropic และ Google และจะถูกฝังเป็น Super App ใน Windows และแอปพลิเคชัน Microsoft 365 ทั้งหมด
Microsoft IQ เป็นแหล่งรวมความฉลาดขององค์กร โดยเฉพาะ Work IQ ที่ดึงข้อมูลจาก Microsoft 365 เช่น อีเมล Teams และปฏิทิน ทำให้ AI เข้าใจบริบทส่วนบุคคลและองค์กร โดยข้อมูลยังเก็บไว้ที่เดิม ให้ AI มาดึงไปใช้ ไม่ได้ส่งไปให้ AI ฝึกเรียนรู้เพิ่ม
Agent 365 ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการใช้งาน AI Agent ในบริษัท โดยให้ Agent มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลเหมือนพนักงานคนหนึ่งตามบทบาท เช่น Agent ที่ทีมเซลล์สร้างก็เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลที่ทีมเซลล์เข้าถึงได้ หากจะแชร์ให้ทีมอื่นต้องระบุให้ชัดเจน วสุพลย้ำว่า สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ตัว AI แต่คือการที่ AI เข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึง
วสุพลยกตัวอย่างจำลอง ‘คุณพลอย’ ผู้จัดการหมวดสินค้าของเครือร้านค้าปลีก ที่ต้องเช็กยอดขายและติดตามโปรโมชันทุกวัน เมื่อถามว่ายอดขายเครื่องดื่มตามโปรโมชันถึงเป้าหรือไม่ ต้องปรับส่วนลดหรือเสนออนุมัติหรือไม่ AI ที่เข้าใจบริบทองค์กรจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลยอดขาย นโยบายบริษัทใน SharePoint และโครงสร้างองค์กรใน Microsoft 365 มาตอบได้ทันที เช่น ยอดขายต่ำกว่าเป้า 6% และการปรับส่วนลดไม่เกิน 5% ไม่ต้องเสนออนุมัติ พร้อมพยากรณ์ยอดขายหากลดราคา ทำให้ผู้จัดการมีเวลาไปทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ต่างจากการโยนไฟล์เข้าไปถามแล้วรอคำตอบ
ทั้ง ยังใช้ AI ให้สามารถสร้าง Financial Presentation หรือ HTML Dashboard จากไฟล์ Excel ขนาดใหญ่ได้ทันที วสุพลเล่าว่าเขาสร้างแดชบอร์ดแบบใช้ครั้งเดียวทุกสัปดาห์เพื่อเตรียมตอบคำถามผู้บริหาร แล้วลบทิ้งหลังใช้ นอกจากนี้ ในยุคที่องค์กรมีแดชบอร์ดเป็นร้อยหรือเป็นพัน แทนที่จะต้องเปิดอ่านทีละอัน ก็สามารถ “Chat with Dashboard” เพื่อให้สรุปแนวโน้ม ความผิดปกติ และสิ่งที่แย่ลงหรือดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องการ
ในมุมมองของไมโครซอฟต์ AI ยังทำงานแบบหลายขั้นตอนได้ เช่น เตรียมเอกสารสำหรับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ทั้งสไลด์ ข้อเสนอ และการวิเคราะห์ยอดขายจากไฟล์ต้นฉบับหลายแหล่ง โดยผู้ใช้สั่งงานไว้แล้วไปประชุม กลับมาก็ได้ผลลัพธ์ แต่วสุพลเตือนว่าความสามารถนี้มีค่าใช้จ่าย องค์กรจึงควรพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้หรือใช้แบบธรรมดาก็เพียงพอ
โดยสุดท้าย เขาได้ทิ้งคำถามสำคัญว่า องค์กรใช้ AI Assistant ได้คุ้มค่าแล้วหรือยัง และสำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร ไมโครซอฟท์ได้จัดทำ Prompt Gallery รวบรวมตัวอย่างพรอมต์สำหรับงานรูปแบบต่าง ๆ ที่นำไปปรับใช้ได้ทันที เพราะเขามองว่าปัญหาของลูกค้าส่วนใหญ่ในตอนนี้คือยังไม่รู้ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง
- อย่าเลิกจ้างจูเนียร์ เพียงเพราะ AI เมื่อองค์กรมีพนักงานระดับสูงอย่างเดียว งานอาจไม่เดิน
- ไม่มีแล้วโจรปล้นธนาคาร เพราะใช้ AI แฮกระบบการเงินง่ายกว่า สรุปเสวนาเวที AI และความเสี่ยงไซเบอร์ ใน IMF - World Bank 2026
- ช็อก! ศูนย์ข้อมูล AI 1 แห่ง ใช้ไฟเท่าบ้าน 1 แสนหลัง
- ไทยโชว์ 3 ยุทธศาสาตร์ AI บนเวที IMF มุ่งยกระดับ SME และทักษะแรงงาน
- AI ติดโผ 1 ใน 17 ภัยคุกคามหายนะของโลก เสี่ยงกระทบสุขภาพและความอยู่รอดของมนุษย์
ที่มาข้อมูล : เวที “Reimagining Work and Life in the Age of AI” ในงาน CP Innovation Exposition 2026
ที่มารูปภาพ : TNN
