ไทยขยับติดอันดับ “เสี่ยงภัยพิบัติ” ระดับโลก เราพร้อมรับมือมากแค่ไหน ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไทยขยับติดอันดับ “เสี่ยงภัยพิบัติ” ระดับโลก เราพร้อมรับมือมากแค่ไหน ?

น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง


จากเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว กำลังกลายเป็นความท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญบ่อยขึ้น และเมื่อภัยพิบัติรุนแรงขึ้น สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่แค่ภัยจะมาเมื่อไหร่ แต่คือ เมื่อภัยมาถึงแล้ว เราพร้อมรับมือมากแค่ไหน ?


เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่เจอภัยรุนแรงที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นประเทศที่เตรียมตัวรับความเสี่ยงได้ไม่ทัน แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของความเสี่ยงนี้ ที่สำคัญไทยพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ?


ไทยขยับเสี่ยงภัยพิบัติโลก


World Risk Report ประจำปี 2026 จากพันธมิตรองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของเยอรมนี ร่วมกับสถาบัน IFHV ประเมิน 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ โดยพิจารณาทั้งการเผชิญภัยธรรมชาติ และความเปราะบางของสังคม รวมถึงความสามารถในการรับมือและปรับตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติ


ผลการจัดอันดับปีนี้ ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 46.69 ทั้งจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ พายุ และน้ำท่วม ตามด้วยอินเดีย 44.97 และอินโดนีเซีย 44.63 ขณะที่โคลอมเบียอยู่ในอันดับ 4 เม็กซิโกอันดับ 5 เมียนมาอันดับ 6 โมซัมบิกอันดับ 7 รัสเซียอันดับ 8 จีนอันดับ 9 และโซมาเลียอันดับ 10


ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 23 ของโลก ด้วยคะแนน 21.15 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงระดับสูง ขยับขึ้น 1 อันดับจากปี 2025 สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ 


ถ้าหากมองเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความแตกต่างของความเสี่ยงระหว่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทั้งทำเลที่ตั้งและศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ โดยสิงคโปร์และบรูไนยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในภูมิภาค


แต่ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงการเผชิญภัยพิบัติเท่านั้น อีกหนึ่งดัชนีที่ช่วยสะท้อนผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว คือ Climate Risk Index หรือ CRI ของ Germanwatch ซึ่งวิเคราะห์ผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจ


ข้อมูล CRI ที่วิเคราะห์ช่วงปี 1995–2024 พบว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากกว่า 9,700 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 832,000 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ


สำหรับประเทศไทย ข้อมูล CRI ปี 2026 จัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 17 ของโลก ขณะที่ฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนาม อยู่ในอันดับ 7, 9 และ 10 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วในระดับสูง


ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนทางเศรษฐกิจ


ทำไมไทยถึงเสี่ยง ?


แต่อะไรทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติมากขึ้น ?


เพราะการประเมินความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ภัยธรรมชาติจะรุนแรงแค่ไหนเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า ประเทศนั้นมีประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากแค่ไหน รวมถึงมีความพร้อมในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้มากน้อยเพียงใด 


เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย จะพบว่ามีหลายปัจจัยที่กำลังทำให้ความเสี่ยงเหล่านี้ซ้อนทับกัน

รายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของ World Bank ระบุว่า ไทยเผชิญความเสี่ยงจากทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด และภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบส่งต่อถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้


1.ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่เสี่ยง "น้ำท่วม" สูงที่สุดในโลก


โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 40% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 78% ของ GDP ทั้งประเทศ คาดการณ์ว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในไทยอาจเพิ่มขึ้นสูงกว่าในอดีตถึง 2.5 เท่า


2. วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงขึ้น 


สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ภัยแล้งถี่ขึ้น กระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม ซึ่งจ้างงานแรงงานไทยมากถึง 30% ของประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น วิกฤตน้ำยังลามไปถึงภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งคาดว่าจะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรงในอนาคต


3. ไทยกำลังเผชิญความร้อนและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง


อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน ขณะที่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการกัดเซาะชายฝั่งกำลังสร้างแรงกดดันต่อชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน และภาคการท่องเที่ยว

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า ความเสี่ยงของไทยไม่ได้เกิดจากภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เกิดจากการที่หลายความเสี่ยงกำลังมาซ้อนทับกับพื้นที่ที่มีประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวอยู่


นี่คือเหตุผลที่ภัยพิบัติไม่ได้หมายถึงเพียงน้ำท่วมบ้านหรือพื้นที่เกษตรเสียหาย แต่สามารถลุกลามไปถึงการผลิต การท่องเที่ยว การค้า และเศรษฐกิจทั้งประเทศ


ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยไม่มีมาตรการปรับตัวเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยต่ำกว่ากรณีฐานถึง 7–14% ภายในปี 2050

สรุปข่าว

รายงาน World Risk Report และ Climate Risk Index ประจำปี 2026 จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 23 ของโลกด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และอันดับ 17 ด้านผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับสูงและขยับสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ความเสี่ยงของไทยเกิดจากปัจจัยการซ้อนทับกันของภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมรุนแรงในลุ่มน้ำเจ้าพระยา วิกฤตภัยแล้งกระทบภาคเกษตรและพื้นที่ EEC รวมถึงปัญหาความร้อนและการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจภาพรวม ธนาคารโลกประเมินว่าหากไม่มีการปรับตัวที่ดี GDP ของไทยอาจลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2050 แม้ไทยจะมีระบบรับมืออยู่แล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการบูรณาการและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ธนาคารโลกจึงเสนอ 5 มาตรการสำคัญเพื่อลดความเสี่ยง ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำท่วมและลุ่มน้ำ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ การปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียน การยกระดับการคุ้มครองทางสังคม และการเร่งผลักดัน พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ไทยสามารถป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน

น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง


จากเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว กำลังกลายเป็นความท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญบ่อยขึ้น และเมื่อภัยพิบัติรุนแรงขึ้น สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่แค่ภัยจะมาเมื่อไหร่ แต่คือ เมื่อภัยมาถึงแล้ว เราพร้อมรับมือมากแค่ไหน ?


เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่เจอภัยรุนแรงที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นประเทศที่เตรียมตัวรับความเสี่ยงได้ไม่ทัน แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของความเสี่ยงนี้ ที่สำคัญไทยพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ?


ไทยขยับเสี่ยงภัยพิบัติโลก


World Risk Report ประจำปี 2026 จากพันธมิตรองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของเยอรมนี ร่วมกับสถาบัน IFHV ประเมิน 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ โดยพิจารณาทั้งการเผชิญภัยธรรมชาติ และความเปราะบางของสังคม รวมถึงความสามารถในการรับมือและปรับตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติ


ผลการจัดอันดับปีนี้ ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 46.69 ทั้งจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ พายุ และน้ำท่วม ตามด้วยอินเดีย 44.97 และอินโดนีเซีย 44.63 ขณะที่โคลอมเบียอยู่ในอันดับ 4 เม็กซิโกอันดับ 5 เมียนมาอันดับ 6 โมซัมบิกอันดับ 7 รัสเซียอันดับ 8 จีนอันดับ 9 และโซมาเลียอันดับ 10


ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 23 ของโลก ด้วยคะแนน 21.15 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงระดับสูง ขยับขึ้น 1 อันดับจากปี 2025 สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ 


ถ้าหากมองเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความแตกต่างของความเสี่ยงระหว่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทั้งทำเลที่ตั้งและศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ โดยสิงคโปร์และบรูไนยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในภูมิภาค


แต่ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงการเผชิญภัยพิบัติเท่านั้น อีกหนึ่งดัชนีที่ช่วยสะท้อนผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว คือ Climate Risk Index หรือ CRI ของ Germanwatch ซึ่งวิเคราะห์ผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจ


ข้อมูล CRI ที่วิเคราะห์ช่วงปี 1995–2024 พบว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากกว่า 9,700 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 832,000 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ


สำหรับประเทศไทย ข้อมูล CRI ปี 2026 จัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 17 ของโลก ขณะที่ฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนาม อยู่ในอันดับ 7, 9 และ 10 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วในระดับสูง


ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนทางเศรษฐกิจ


ทำไมไทยถึงเสี่ยง ?


แต่อะไรทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติมากขึ้น ?


เพราะการประเมินความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ภัยธรรมชาติจะรุนแรงแค่ไหนเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า ประเทศนั้นมีประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากแค่ไหน รวมถึงมีความพร้อมในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้มากน้อยเพียงใด 


เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย จะพบว่ามีหลายปัจจัยที่กำลังทำให้ความเสี่ยงเหล่านี้ซ้อนทับกัน

รายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของ World Bank ระบุว่า ไทยเผชิญความเสี่ยงจากทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด และภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบส่งต่อถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้


1.ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่เสี่ยง "น้ำท่วม" สูงที่สุดในโลก


โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 40% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 78% ของ GDP ทั้งประเทศ คาดการณ์ว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในไทยอาจเพิ่มขึ้นสูงกว่าในอดีตถึง 2.5 เท่า


2. วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงขึ้น 


สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ภัยแล้งถี่ขึ้น กระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม ซึ่งจ้างงานแรงงานไทยมากถึง 30% ของประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น วิกฤตน้ำยังลามไปถึงภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งคาดว่าจะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรงในอนาคต


3. ไทยกำลังเผชิญความร้อนและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง


อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน ขณะที่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการกัดเซาะชายฝั่งกำลังสร้างแรงกดดันต่อชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน และภาคการท่องเที่ยว

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า ความเสี่ยงของไทยไม่ได้เกิดจากภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เกิดจากการที่หลายความเสี่ยงกำลังมาซ้อนทับกับพื้นที่ที่มีประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวอยู่


นี่คือเหตุผลที่ภัยพิบัติไม่ได้หมายถึงเพียงน้ำท่วมบ้านหรือพื้นที่เกษตรเสียหาย แต่สามารถลุกลามไปถึงการผลิต การท่องเที่ยว การค้า และเศรษฐกิจทั้งประเทศ


ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยไม่มีมาตรการปรับตัวเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยต่ำกว่ากรณีฐานถึง 7–14% ภายในปี 2050

เสี่ยงเหมือนกัน แต่ “เจ็บ” ไม่เท่ากัน


ไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศเดียวบนโลกนี้ที่ต้องเจอกับภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น เพราะเหตุการณ์แนวนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ แต่ทำไมความเสียหายที่เกิดขึ้นในบางประเทศกลับดูเหมือนเจ็บไม่เท่ากัน 


เพราะสิ่งที่กำหนดผลกระทบไม่ได้มีเพียงความรุนแรงของภัย แต่ยังรวมถึงว่า ประเทศนั้นเตรียมตัวรับมือไว้แค่ไหน ตั้งแต่ระบบเตือนภัย โครงสร้างพื้นฐาน การวางผังเมือง ไปจนถึงความพร้อมของประชาชนและการฟื้นฟูหลังเกิดภัย


ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น ประเทศที่ต้องเผชิญทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วม และดินถล่มอยู่เป็นระยะ ญี่ปุ่นจึงพัฒนาระบบรับมือภัยพิบัติแบบหลายชั้น ทั้งการตรวจจับและแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การกำหนดเส้นทางอพยพ รวมถึงการฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติของประชาชน


ขณะที่เนเธอร์แลนด์ แม้พื้นที่จำนวนมากของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมสูง แต่การบริหารจัดการน้ำไม่ได้มองเพียงการสร้างเขื่อนหรือกำแพงกั้นน้ำ รัฐบาลนำความเสี่ยงจากน้ำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนระยะยาว ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำจืด และการวางผังพื้นที่ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้


แนวคิดสำคัญคือ ไม่ได้ถามเพียงว่า “ภับพิบัติจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ?” แต่ต้องถามด้วยว่า “ถ้าเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น พื้นที่ไหนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และเราจะลดความเสียหายได้อย่างไร ?”


ด้านไทยเองก็มีทั้งระบบเตือนภัย โครงสร้างป้องกันน้ำท่วม แผนบริหารจัดการน้ำ และกลไกการรับมือภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่ World Bank ชี้ว่า ไทยยังมีช่องว่างในการเชื่อมโยงระบบเตือนภัย การบริหารจัดการพื้นที่ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณ และบุคลากร


นั่นหมายความว่าโจทย์ของไทยอาจไม่ใช่เพียง “เรามีระบบรับมือภัยพิบัติหรือไม่ ?” แต่คือ “ระบบที่มีอยู่ ทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน และเข้าถึงประชาชนได้ทันเวลาหรือไม่”


เพราะในวันที่ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทำให้ประเทศหนึ่งรับผลกระทบมากหรือน้อย อาจไม่ได้อยู่ที่ภัยที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของประเทศในการคาดการณ์ ป้องกัน รับมือ และฟื้นตัว จากภัยนั้น

แล้วไทยจะลดความเสี่ยงของตัวเองได้อย่างไร ?


แม้เราจะไม่สามารถหยุดยั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือการลดความเสียหาย และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้น


แล้วไทยจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง ลดการสูญเสีย ? 


รายงานจาก World Bank เสนอ 5 กลุ่มมาตรการสำคัญสำหรับประเทศไทย ทั้งการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ การคุ้มครองประชาชน รวมถึงการปรับระบบพลังงานและเศรษฐกิจให้รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


1.การลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม


ดำเนินการตาม “9 แผนลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ควบคู่กับมาตรการเสริมเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการที่ดินและการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน อนุรักษ์พื้นที่ป่าในลุ่มน้ำตอนบน และยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า


2.ความมั่นคงด้านน้ำ 


เพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ควรลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกักเก็บน้ำ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ บูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับจังหวัด และเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


3.ด้านพลังงาน 


ปฏิรูปตลาดเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในภาคไฟฟ้า และเร่งการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ พร้อมลงทุนปรับปรุงและยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบพลังงานในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน


4.การคุ้มครองทางสังคม


เพิ่มสิทธิประโยชน์และปรับปรุงการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของโครงการต่าง ๆ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อภัยพิบัติ และบูรณาการโครงการต่าง ๆ ผ่านการจัดตั้ง ระบบทะเบียนข้อมูลประชาชนด้านสวัสดิการแบบรวมศูนย์


5.การกำหนดราคาคาร์บอน


เร่งรัดการอนุมัติ พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change Act เพื่อสร้างความชัดเจนให้ภาคเอกชน และวางรากฐานสำหรับระบบการกำหนดราคาคาร์บอนที่มีความโปร่งใส

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกหรือต้นทุนที่หลายประเทศต้องจ่าย แต่คือการลงทุนเพื่อความอยู่รอดของทั้งประชาชนและเศรษฐกิจในระยะยาว 


เพราะสุดท้ายแล้ว เราอาจหลีกเลี่ยงสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ เตรียมตัวให้พร้อมและรับมือให้ทัน เพื่อให้เมื่อวิกฤตมาถึง ประเทศไม่ได้แค่รอดจากภัยพิบัติ แต่ยังสามารถเดินหน้าต่อและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : World Bank, World Risk Report 2026, CRI

ที่มารูปภาพ : Reuters, Freepik