ธนาคารโลกชู “Small AI” สร้างงานใหม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
ธนาคารโลกชู “Small AI” สร้างงานใหม่

นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวบนเวทีเสวนากลุ่มธนาคารโลก ภายใต้แนวคิด “Small AI, More and Better Jobs” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2026 ที่กรุงเทพฯวันนี้ (12 ต.ค.)  ว่า ธนาคารโลกได้ประกาศปรับทิศทางยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นเรื่องการสร้างงานเป็นศูนย์กลางหลัก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับคลื่นประชากรเยาวชนกว่า 1,200 ล้านคนที่จะก้าวสู่วัยแรงงานในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในเชิงประชากรศาสตร์ เพราะแรงงานกลุ่มนี้จะเป็นแรงงานที่มาใช้ AI  ในการสร้างผลิตภาพของประเทศ   


ดังนั้นการสร้างงานจำเป็นต้องเริ่มจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และนโยบายภาครัฐที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นแหล่งสร้างงานหลัก คิดเป็นร้อยละ 75–85 ของการจ้างงานในแต่ละประเทศ 


นายอาเจย์ระบุว่า สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ โอกาสจากปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำ AI ขนาดเล็ก หรือ Small AI ซึ่งมีต้นทุนเข้าถึงได้และออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง มาช่วยเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร การศึกษาสาธารณสุข  การท่องเที่ยว รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยยกตัวอย่างอินเดียมีความร่วมมือกับ Google พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ให้ใช้ภาพใบพืชที่เป็นโรคเพื่อรับคำแนะนำในการจัดการปัญหาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบดิจิทัลได้สะดวกขึ้น 


ด้านนายนายธาร์มาน ชานมุการัตนัม ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสิงคโปร์  ระบุว่า เตือนว่าประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียกำลังเผชิญปัญหา “ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโต แต่การสร้างงานกลับลดลง” ซึ่งหากภาครัฐยังนิ่งเฉย เทคโนโลยี AI จะยิ่งซ้ำเติมให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแรงงานระดับกลาง ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศ






สรุปข่าว

ธนาคารโลกชูแนวคิด AI ขนาดเล็ก หรือ Small AI สร้างตลาดงานใหม่ ขณะที่สิงคโปร์เตือน AI อาจซ้ำเติมตลาดแรงงาน หากภาครัฐไม่เร่งปรับตัว

นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวบนเวทีเสวนากลุ่มธนาคารโลก ภายใต้แนวคิด “Small AI, More and Better Jobs” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2026 ที่กรุงเทพฯวันนี้ (12 ต.ค.)  ว่า ธนาคารโลกได้ประกาศปรับทิศทางยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นเรื่องการสร้างงานเป็นศูนย์กลางหลัก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับคลื่นประชากรเยาวชนกว่า 1,200 ล้านคนที่จะก้าวสู่วัยแรงงานในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในเชิงประชากรศาสตร์ เพราะแรงงานกลุ่มนี้จะเป็นแรงงานที่มาใช้ AI  ในการสร้างผลิตภาพของประเทศ   


ดังนั้นการสร้างงานจำเป็นต้องเริ่มจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และนโยบายภาครัฐที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นแหล่งสร้างงานหลัก คิดเป็นร้อยละ 75–85 ของการจ้างงานในแต่ละประเทศ 


นายอาเจย์ระบุว่า สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ โอกาสจากปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำ AI ขนาดเล็ก หรือ Small AI ซึ่งมีต้นทุนเข้าถึงได้และออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง มาช่วยเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร การศึกษาสาธารณสุข  การท่องเที่ยว รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยยกตัวอย่างอินเดียมีความร่วมมือกับ Google พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ให้ใช้ภาพใบพืชที่เป็นโรคเพื่อรับคำแนะนำในการจัดการปัญหาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบดิจิทัลได้สะดวกขึ้น 


ด้านนายนายธาร์มาน ชานมุการัตนัม ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสิงคโปร์  ระบุว่า เตือนว่าประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียกำลังเผชิญปัญหา “ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโต แต่การสร้างงานกลับลดลง” ซึ่งหากภาครัฐยังนิ่งเฉย เทคโนโลยี AI จะยิ่งซ้ำเติมให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแรงงานระดับกลาง ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศ






ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งหาทางรอดเพื่อไม่ให้คนหนุ่มสาวเสียโอกาส โดยระบุว่า ภาคการผลิตและการส่งออกยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะแรงงานในประเทศเหล่านี้ยังมีต้นทุนที่ได้เปรียบ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งดึงดูดการลงทุน และปรับปรุงกฎหมายแรงงาน 


นอกจากนี้ งานในภาคสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มงานที่มีศักยภาพสูงมาก เนื่องจากเป็นงานที่ AI เข้ามาแทนที่ได้ยาก และประเทศกำลังพัฒนายังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก การส่งเสริมบุคลากรสาธารณสุขชุมชนพร้อมนำ AI มาช่วยเสริมการทำงาน จะช่วยยกระดับระบบสุขภาพและเกิดการจ้างงานใหม่จำนวนมหาศาล ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในท้ายที่สุด AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นลูกจ้างกับการเป็นผู้ประกอบการพร่ามัวลง เกิดเป็นเทรนด์ “บริษัทที่มีคนเดียว” หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้ AI ช่วยเจาะตลาดด้วยต้นทุนที่ต่ำลง 


ดังนั้นจึงเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนระบบนิเวศน์สำหรับผู้ประกอบการเหล่านี้ เช่น จีนที่มีการจัดตั้งศูนย์บริการส่วนกลางเพื่อช่วยเหลือธุรกิจคนเดียว เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างงาน และทำงานได้อย่างมั่นคงในยุค AI

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN