ใช้ AI ไม่ให้แย่งงานมนุษย์ มุมมอง ‘เอกนิติ’ ภาครัฐ-เอกชน เวทีวันแรก IMF-World Bank

Share on Line Share on Facebook Share on X
ใช้ AI ไม่ให้แย่งงานมนุษย์ มุมมอง ‘เอกนิติ’ ภาครัฐ-เอกชน เวทีวันแรก IMF-World Bank

AI จะแย่งงาน, กลัวตกงานเพราะบริษัทจะเอา AI มาใช้ นี่ล้วนแต่เป็นความกังวลที่ล้วนเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน กับกระแสการใช้ AI 

ในเวทีวันแรกของการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ หัวข้อนี้ก็ถูกหยิบมาพูดถึงคือ Small AI: More and Better Job กับคำถามต่อผู้นำทางการเงิน เอกชน และรัฐบาล ว่าเราจะใช้ AI อย่างไร ในการสร้างงาน มากกว่าแย่งงาน และเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจ

เวทีนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.การคลังของไทย ก็ได้ร่วมขึ้นพูดในมุมมองของไทย โดยชี้ว่า ไทยกำลังเน้นการใช้ AI ที่จะพัฒนางาน ขีดความสามารถ และรับประกันว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ เรียกได้ว่าเป็น AI in all และ All in AI 

All In AI คือการสร้างขีดความสามารถในการสร้างงาน ที่ไทยกำลังดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น DATA Center, Semiconductor และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 

แต่เราไม่สามารถลงทุนแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องมั่นใจว่าการลงทุนเหล่านี้สามารถสร้างงานให้กับคนไทย ซึ่งรัฐบาลได้สร้าง Skill-bridge program ให้การศึกษาและทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุน เพื่อนักเรียน เพราะเป็นทิศทางที่ถูกต้องในการยกระดับและสร้างงาน ทั้งจะเราจะลดต้นทุนในการใช้ AI เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัป และ SMEs ใช้ AI ได้มากขึ้น

ส่วนในด้าน AI for all เอกนิติชี้ว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่ปรับตัวใช้ AI ได้เร็วเท่ากัน บางธุรกิจต้องการโอกาส หรือการเวลา ดังนั้นหน้าที่ของรัฐคือการช่วยให้ผู้คนเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับงาน 

และเราเชื่อว่า AI ช่วยได้ โดยจะเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ เพื่อให้เข้าใจความต้องการประชาชน ให้การช่วยเหลือตรงเป้า ไม่ว่าจะเป็นเงิน การเพิ่มทักษะ หรือโอกาสในการทำงาน 

ขณะเดียวกัน เราต้องปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงใหม่ ทั้งการหลอกลวงออนไลน์และการปลอมแปลงข้อมูลด้วย

สรุปข่าว

ในเวทีประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ผู้นำจากหลายภาคส่วนร่วมถกว่าจะใช้ AI สร้างงานมากกว่าแย่งงานได้อย่างไร ไทยเน้นดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะให้ตรงความต้องการ ลดต้นทุนการใช้ AI ให้สตาร์ทอัปและ SMEs และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขณะที่ IMF ชี้ว่าต้องให้คนเข้าถึงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลก่อน และรัฐบาลต้องสร้างความปลอดภัยให้คนกล้าใช้ AI ส่วนสิงคโปร์เสนอให้ทบทวนระบบการศึกษาให้ตรงกับตลาดแรงงาน เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานกลับมาเดินคู่กัน และธนาคารโลกเตือนว่ามีคนรุ่นใหม่กว่า 1.2 พันล้านคนกำลังเข้าสู่วัยทำงาน จึงต้องวางรากฐานนโยบายที่ดีและดึงทุนเอกชนมาช่วยสร้างงาน

AI จะแย่งงาน, กลัวตกงานเพราะบริษัทจะเอา AI มาใช้ นี่ล้วนแต่เป็นความกังวลที่ล้วนเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน กับกระแสการใช้ AI 

ในเวทีวันแรกของการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ หัวข้อนี้ก็ถูกหยิบมาพูดถึงคือ Small AI: More and Better Job กับคำถามต่อผู้นำทางการเงิน เอกชน และรัฐบาล ว่าเราจะใช้ AI อย่างไร ในการสร้างงาน มากกว่าแย่งงาน และเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจ

เวทีนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.การคลังของไทย ก็ได้ร่วมขึ้นพูดในมุมมองของไทย โดยชี้ว่า ไทยกำลังเน้นการใช้ AI ที่จะพัฒนางาน ขีดความสามารถ และรับประกันว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ เรียกได้ว่าเป็น AI in all และ All in AI 

All In AI คือการสร้างขีดความสามารถในการสร้างงาน ที่ไทยกำลังดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น DATA Center, Semiconductor และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 

แต่เราไม่สามารถลงทุนแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องมั่นใจว่าการลงทุนเหล่านี้สามารถสร้างงานให้กับคนไทย ซึ่งรัฐบาลได้สร้าง Skill-bridge program ให้การศึกษาและทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุน เพื่อนักเรียน เพราะเป็นทิศทางที่ถูกต้องในการยกระดับและสร้างงาน ทั้งจะเราจะลดต้นทุนในการใช้ AI เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัป และ SMEs ใช้ AI ได้มากขึ้น

ส่วนในด้าน AI for all เอกนิติชี้ว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่ปรับตัวใช้ AI ได้เร็วเท่ากัน บางธุรกิจต้องการโอกาส หรือการเวลา ดังนั้นหน้าที่ของรัฐคือการช่วยให้ผู้คนเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับงาน 

และเราเชื่อว่า AI ช่วยได้ โดยจะเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ เพื่อให้เข้าใจความต้องการประชาชน ให้การช่วยเหลือตรงเป้า ไม่ว่าจะเป็นเงิน การเพิ่มทักษะ หรือโอกาสในการทำงาน 

ขณะเดียวกัน เราต้องปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงใหม่ ทั้งการหลอกลวงออนไลน์และการปลอมแปลงข้อมูลด้วย

เวทีนี้ยังมี คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มองในระดับสากลเช่นกันว่า ต้องผลักดัน AI ให้ช่วยการเติบโตเศรษฐกิจ  และสร้างการเติบโต โดยเธอมองว่า ไม่ว่าคุณจะกลัว AI หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว สำคัญที่ว่า AI “มันจะไม่จากเราไปไหน”

ดังนั้นอันดับแรก ต้องให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ได้ก่อน และรัฐบาลควรสร้างความปลอดภัยและคุ้มครองประชาชน เพื่อให้คนกล้าเปิดรับและนำ AI มาใช้งาน 

ทั้งเธอชี้ว่ากำลังจะเกิดคลื่นระลอก 2 คือการรับ AI มาใช้และทุกคนจะมีส่วนร่วมได้ ซึ่งแม้มันจะผลักดันลการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องทำให้มั่นใจว่ามันจะยุติธรรมและปลอดภัยกับประเทศกำลังพัฒนา

เช่นเดียวกับ ธาร์มัน จัณมุกรัตตินัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ก็แสดงมุมมองภาครัฐ ชี้ว่า หลายประเทศอเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดี แต่การสร้างงานยังอ่อนแอ การเติบโตกับการจ้างงานจึงเดินแยกทางกัน AI ต้องทำให้ทั้งสองทางกลับมาเดินคู่กันได้ 

ทั้งต้องใช้ AI ให้เกิดผล แต่ก็ยังสร้างงานที่มนุษย์ทำได้ดี และมีบันไดการเติบโตให้คนทำงาน 

ขณะเดียวกันต้องถอยกลับมาทบทวนระบบการศึกษา เพราะคนอาจสูญเสียงาน เพราะมีสกิล และความรู้ไม่ตรงกับที่ระบบแรงงานต้องการ อุปสงค์การจ้างงานจึงลดลง เราจึงต้องดูให้ชัดว่าตลาดแรงงานต้องการอะไร

ขณะที่ อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารโลกกำลังมุ่งเน้นเรื่องงานและปัญญาประดิษฐ์อย่างมาก เนื่องจากในตอนนี้มีคนรุ่นใหม่กว่า 1.2 พันล้านคนที่กำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งนั่นหมายถึงตัวแปรสำคัญในเชิงประชากรศาสตร์ แต่คำถามคือเราจะทำยังไงให้คนกลุ่มนี้มาช่วยสร้างการเติบโตของประเทศ

เขามองว่า การเน้นสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการวางรากฐานที่ดีคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดนโยบายและการกำกับดูแล AI เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีนี้ประธานกลุ่มธนาคารโลก ชื่นชมและยกตัวอย่างว่า “สิงคโปร์” ถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างมาก สิ่งนี้จะเป็นการปูทางไปสู่การเคลื่อนย้ายเงินทุนภาคเอกชนซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างงานได้และรัฐบาลก็ควรเข้ามาช่วยเหลือในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่ท้ายที่สุดจะทำให้สร้างงานได้เพิ่มราว 75-85%

คำถามคือ AI จะเข้ามาช่วยอย่างไร ? อาเจย์ บังกา มองว่าในตลาดเกิดใหม่ โลกไม่ได้ถกกันแค่เรื่องโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของ AI แต่ เอาควร AI มาใช้เพื่อให้เกิดผลิตภาพในด้านต่าง ๆ เขายกตัวอย่างเช่น การนำมาใช้ในโรงเรียน หรือ การผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึง AI ได้ สิ่งนี้คือรากฐานที่จะผลักดันให้ AI ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้

ที่มาข้อมูล : การประชุม IMF-World Bank 2026

ที่มารูปภาพ : TNN