"สหรัฐฯ" แบน DeepSeek หวั่นข้อมูลรั่วไหลไปจีน

Share on Line Share on Facebook Share on X

สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการสกัดเทคโนโลยีเอไอจีน สั่งหน่วยงานรัฐบาลกลางฝ่ายพลเรือนนำผลิตภัณฑ์ของ DeepSeek ออกจากระบบสารสนเทศ พร้อมห้ามจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

คำสั่งนี้ยังครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเครือ รวมถึงซอฟต์แวร์และบริการของผู้พัฒนารายอื่นที่นำโมเดล DeepSeek ไปใช้งาน ทำให้ขอบเขตของมาตรการขยายไปถึงเครื่องมือเอไอที่มีเทคโนโลยีของ DeepSeek อยู่เบื้องหลังด้วย 

เอกสารดังกล่าวเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ก่อนเผยแพร่ในทะเบียนประกาศของรัฐบาลกลางวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ส่วนคำสั่งต้นฉบับลงนามตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม โดยมาร์กเวย์น มัลลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ 

ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า การใช้งาน DeepSeek โดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ให้บริการแก่รัฐบาล อาจทำให้ข้อมูลอ่อนไหวถูกส่งไปยังจีน และอาจเปิดทางให้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือหน่วยงานของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่าโมเดลอาจมีมัลแวร์หรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้เป็นการประเมินความเสี่ยงที่สหรัฐฯ ใช้ประกอบคำสั่ง ไม่ใช่การยืนยันว่าข้อมูลจากทุกหน่วยงานถูกส่งออกไปแล้ว 

สรุปข่าว

สหรัฐฯ สั่งหน่วยงานรัฐบาลกลางฝ่ายพลเรือนถอด DeepSeek ออกจากระบบ พร้อมห้ามจัดซื้อบริการที่ใช้โมเดลของบริษัท อ้างความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญ ด้านจีนโต้ใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างกีดกันเทคโนโลยี

สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการสกัดเทคโนโลยีเอไอจีน สั่งหน่วยงานรัฐบาลกลางฝ่ายพลเรือนนำผลิตภัณฑ์ของ DeepSeek ออกจากระบบสารสนเทศ พร้อมห้ามจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

คำสั่งนี้ยังครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเครือ รวมถึงซอฟต์แวร์และบริการของผู้พัฒนารายอื่นที่นำโมเดล DeepSeek ไปใช้งาน ทำให้ขอบเขตของมาตรการขยายไปถึงเครื่องมือเอไอที่มีเทคโนโลยีของ DeepSeek อยู่เบื้องหลังด้วย 

เอกสารดังกล่าวเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ก่อนเผยแพร่ในทะเบียนประกาศของรัฐบาลกลางวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ส่วนคำสั่งต้นฉบับลงนามตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม โดยมาร์กเวย์น มัลลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ 

ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า การใช้งาน DeepSeek โดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ให้บริการแก่รัฐบาล อาจทำให้ข้อมูลอ่อนไหวถูกส่งไปยังจีน และอาจเปิดทางให้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือหน่วยงานของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่าโมเดลอาจมีมัลแวร์หรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้เป็นการประเมินความเสี่ยงที่สหรัฐฯ ใช้ประกอบคำสั่ง ไม่ใช่การยืนยันว่าข้อมูลจากทุกหน่วยงานถูกส่งออกไปแล้ว 

ด้านจีนตอบโต้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม โดยเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า จีนคัดค้านการขยายความหมายของความมั่นคงแห่งชาติจนเกินขอบเขต และการนำประเด็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการค้ามาเป็นเรื่องการเมือง พร้อมยืนยันว่าจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน 

DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดเทคโนโลยีโลกในปี 2025 หลังเปิดตัวโมเดลอาร์วัน จนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าเป็นสัญญาณปลุกให้บริษัทเทคโนโลยีอเมริกันเร่งแข่งขัน แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวก็มาพร้อมแรงตรวจสอบจากฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ และความพยายามผลักดันร่าง กม. จำกัดการใช้เอไอที่เชื่อมโยงกับจีนในหน่วยงานรัฐบาล 

สำหรับภาคธุรกิจ ประเด็นที่ต้องจับตาคือข้อจำกัดซึ่งขยายไปถึงบริการของบุคคลที่สาม ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการขายงานให้หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ จึงต้องตรวจสอบว่าเครื่องมือของตนใช้โมเดลใดอยู่เบื้องหลัง สะท้อนว่าการแข่งขันเอไอระหว่างสองมหาอำนาจ กำลังวัดกันทั้งความสามารถ ราคา และความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของข้อมูล

ทั้งนี้ ขอบเขตคำสั่งดังกล่าวมุ่งที่หน่วยงานรัฐบาลกลางฝ่ายพลเรือน ไม่ใช่คำสั่งห้ามประชาชนและธุรกิจเอกชนทั่วสหรัฐฯ ใช้ DeepSeek